คอลัมนิสต์

เรียกคืนศรัทธาตำรวจ

เรียกคืนศรัทธาตำรวจ

11 มี.ค. 2559

เรียกคืนศรัทธาตำรวจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 11 มีนาคม 2559

              อันที่จริงภาพจากคลิปวิดีโอ ที่แสดงให้เห็นการกระทำของตำรวจทางหลวงนายหนึ่งเรียกเก็บเงินแบบดื้อๆ ซึ่งก็คือ “ไถ” จากคนขับรถบรรทุกหกล้อจำนวน 200 บาท หาใช่ข่าวแปลกใหม่ในสายตาของสาธารณชนแต่อย่างใด เพียงแต่ครั้งนี้ ผู้เสียหายได้บันทึกวิดีโอเอาไว้ เมื่อนำออกเผยแพร่ย่อมแลดู “มีประเด็น” และมีชีวิตชีวา สมจริงมากขึ้น กับข้อครหาที่ว่า การไถมักเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอบนถนนหนทางตราบเท่าที่ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมาย มองเห็นหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขเครื่องมือต่อรอง เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ เหมือนเช่นที่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคลิปตำรวจในพื้นที่นครบาลขอเงินผู้ประกอบการค้าถึงภายในร้าน หรือขู่เข็ญเอาเงินจากผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ดูๆ ไปจึงราวกับว่า การไถ เป็นรายได้เสริมของตำรวจทั้งระบบ ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงแค่พฤติกรรมของตำรวจเพียงส่วนน้อยบางคนเท่านั้น นี่ก็น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วงการตำรวจถูกมองว่า “ต้นทุนต่ำ” ในสังคม

              ในวันที่ผู้บังคับบัญชา ประกาศว่าจะสอบสวนตำรวจ ผู้เรียกรับเงิน 200 บาทนายนั้นเพื่อเอาผิดทั้งนางวินัย และอาญาต่อไป พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ไปที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ส่งข้อความในไลน์อันเป็นการใส่ร้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า มีการซื้อขายตำแหน่ง โดยที่ก่อนหน้านั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมายืนยัน ไม่มีกรณีที่พล.ร.อ.พะจุณณ์กล่าวถึงเกิดขึ้น หรือถ้าจะมีก็คงเป็นการ “ตกเบ็ด” ซ้ำยังให้ดำเนินคดีพล.ร.อ.พะจุณณ์ไปตามกระบวนการด้วย เช่นเดียวกับนายตำรวจระดับสูงก็ออกมาประสานเสียงทำนองว่า ไม่มีซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจอย่างแน่นอน

              อีกบทบาทหนึ่งทางการเมือง ที่พล.ร.อ.พะจุณณ์ได้ชี้แจงให้ฝ่ายตำรวจตระหนักก็คือ เขาจับงานในเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นั่นหมายถึงว่า แม้การโพสต์ไลน์จะเป็นเพียงการส่งต่อ แต่เจตนาที่แท้จริงก็คือ การกระตุ้นเตือนให้เกิดกระบวนการตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการเรียกรับ “ค่าเก้าอี้” ถ้าหากจะมีจริง ซึ่งพล.อ.ประวิตรเองก็ยอมรับว่า มีผู้ตกเบ็ด และคนที่เห็นเหยื่อก็ซวยไป นั่นก็ใช่ว่า ข้อมูลของพล.ร.อ.พะจุณณ์จะเป็นเรื่องเลื่อนลอยเสียทีเดียว ขณะที่กระแสสังคมส่วนหนึ่งซึ่งไม่นับรวมกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายทหารคนนี้ ก็พากันส่งเสียงเรียกร้องให้เกิดกระบวนการตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นกับวงการตำรวจ

              ประเด็นอันว่าด้วย การปฏิรูปตำรวจ ถูกจัดวางความสำคัญเอาไว้ในลำดับต้นๆ ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แต่ทำไปทำมาเหมือนกับว่า แนวทางการปฏิรูปที่ถูกชงขึ้นมาจากฝ่ายตำรวจเองนั้นกลับเน้นหนักไปที่เรื่องตำแหน่งแห่งที่มากกว่าจะเป็นการเรียกคืนศรัทธาที่จะต้องมาพร้อมๆ กับชีวิตความเป็นอยู่ของตำรวจชั้นผู้น้อยที่บางคนเลือกที่จะใช้วิชาชีพไปตามท้องถนน นี่จึงต้องตั้งคำถามกับนายตำรวจระดับบริหารว่า ถึงเวลาที่จะยอมรับความจริงแล้วเดินหน้าปฏิรูปกันอย่างถึงแก่นแกนของปัญหาหรือยัง เพราะไม่เช่นนั้น คำว่าปฏิรูปก็จะเป็นเพียงวาทกรรมตามวาระทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา ตำรวจนอกแถวจำพวกรีดไถชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ ก็คงจะมีให้เห็นกันต่อไป และอาชีพอันเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมก็จะยังคงย่ำอยู่ในวงจรบ่อนเซาะตำรวจเอง