คอลัมนิสต์

ต้องไม่เลือกปฏิบัติล้างอิทธิพล

ต้องไม่เลือกปฏิบัติล้างอิทธิพล

10 มี.ค. 2559

ต้องไม่เลือกปฏิบัติล้างอิทธิพล : บทบรรณาธิการประจำวันที่10มี.ค.2559

           นโยบายรัฐบาลในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ โดยตั้งคณะกรรมการเรื่องการบูรณาการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ในส่วนของคณะกรรมการมีมาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจ ทหาร มหาดไทย ยุติธรรม เป็นต้น โดยมีการรวบรวมไว้ 16 ฐานความผิด ซึ่งมีบุคคลในกลุ่มเป้าหมายกว่า 6,000 ราย นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมได้จัดทำบัญชีรายชื่อเป็น 5 กลุ่ม หรือ 5 ฐานความผิด ได้แก่ บุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในเรือนจำ ลักลอบหนีภาษี และหนี้นอกระบบ และกลุ่มต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกรณีหนี้นอกระบบมีกว่า 3,000 รายชื่อ

           สำหรับ 16 ฐานความผิด ประกอบด้วย ปล่อยเงินกู้นอกระบบ การฮั้วประมูลหรือขัดขวางการประมูลงานของรัฐ การเรียกรับผลประโยชน์จากคิวรถจักรยานยนต์และรถรับจ้างผิดกฎหมาย การเรียกรับผลประโยชน์จากโรงงาน ร้านค้า สถานบริการ การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี การลักลอบเปิดบ่อนโต๊ะพนันบอล การลักลอบค้าประเวณีหญิงและเด็ก การลักลอบนำคนเข้า-ออกประเทศผิดกฎหมาย การหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ การหลอกลวงต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว มือปืนรับจ้าง การรับจ้างทวงหนี้โดยข่มขู่ใช้กำลัง การลักลอบค้าอาวุธ การบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การเรียกรับผลประโยชน์จากการรับเคลียร์หรือคุ้มครองการกระทำผิดบนเส้นทางสาธารณะ และผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้องยาเสพติด

           ในห้วงการปฏิบัติตามนโยบายได้ปรากฏรายชื่อของกลุ่มนักการเมืองและบรรดาอดีตบิ๊กคนมีสีที่เคยมีชื่อเกี่ยวข้องกับวงการเจ้าพ่อโผล่ออกมาติดบัญชีดำผู้มีอิทธิพลไปด้วย จนเกิดเป็นปมร้อนและตอบโต้กันไปมาและยังมีการตั้งคำถามถึงนโยบายว่ามีวาระซ่อนเร้นเพื่อเปิดช่องให้จัดการกับกลุ่มการเมืองเห็นต่างด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะกำลังใกล้กับร่างรัฐธรรมนูญสุดท้ายจะเสร็จในสิ้นเดือนนี้ประกอบกับวาระลงประชามติด้วย ซึ่งฝ่ายมั่นคงก็ได้จับตาดูอยู่ว่าจะมีการออกมาป่วนสถานการณ์หรือไม่ จนทำให้บรรดานักการเมืองที่มีชื่อติดโผบัญชีดำต้องออกมายืนยันความบริสุทธิ์ตัวเอง รวมถึงพรรคการเมืองบางส่วนก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าทำลายเครดิตฝ่ายการเมืองตรงข้ามและดำเนินการสองมาตรฐาน

           ในส่วนนายกรัฐมนตรีได้ท้วงติงว่าอย่าไปมองในทุกอย่างเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด และชี้แจงว่าการปราบปรามผู้มีอิทธิพลจะอยู่การเมือง ทหาร หรือตำรวจ จะอยู่กับใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อหรือเจ้าแม่ ถือว่าทุกคนเป็นผู้มีอิทธิพลต้องดำเนินการตามหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศเช่นนี้ก็หวังว่าฝ่ายปฏิบัติการจะนำไปดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะเรื่องผู้มีอิทธิพลจะว่าไปแล้วมีอยู่เกือบทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มคนมีสี กลุ่มข้าราชการ หรือกลุ่มการเมืองทุกขั้วไม่ว่าจะสีไหนก็ตาม ดังนั้น เจ้าหน้าที่ต้องปราบปรามโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เลือกว่านี่คือพวกของตัวเองหรือฝ่ายนั้นเป็นกลุ่มตรงข้าม หากดำเนินการแบบเลือกฝ่ายความเป็นธรรมย่อมไม่เกิดขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความปรองดองไปด้วย