คอลัมนิสต์

ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม

ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม

01 มี.ค. 2559

ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 1 มีนาคม 2559

            ชื่อของ "เขื่อนแม่วงก์” ถูกเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในห้วงยามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ไปตรวจราชการที่จังหวัดอุทัยธานีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ก่อน ในฐานะที่จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ พูดกันอย่างง่ายๆ ก็คือ ถ้าหากมีเขื่อนแม่วงก์ ที่จะสร้างขึ้นที่ จ.นครสวรรค์ ก็จะเป็นอ่างเก็บน้ำอีกแห่ง ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ลงได้ ในทางกลับกัน เหมือนเช่นที่รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อสมัยปี 2555 ก็เคยอนุมัติให้สร้างเขื่อนแห่งนี้ขึ้นมา ด้วยความหวังว่าจะช่วยป้องกันอุทกภัยได้ เพราะจะว่าไปแล้ว รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เข็ดเขี้ยวกับมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 จนกลายเป็นฝันร้ายตามหลอกหลอน อยากมีเครื่องมือป้องกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการพร่องน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนกลายเป็นวิกฤติการณ์แล้งน้ำตั้งแต่ปี 2556 มาจนถึงปัจจุบัน

            อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยนี้ ขึ้นชื่อว่าเขื่อน ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะนอกจากจะถูกต่อต้านจากองค์กรเอกชนและฝ่ายอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับความพยายามดัดแปลงสภาพแวดล้อมเพื่อเอาชนะธรรมชาติแล้ว ก็ยังมีตัวอย่างให้เห็นกันอยู่ตำตาว่า แท้จริงแล้ว เขื่อนก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างเต็มร้อยอยู่ดี เพราะทั้งหมดต้องขึ้นกับการบริหารจัดการที่เป็นระบบปราศจากผลประโยชน์หรือการเมืองเข้ามาแทรกแซง บทเรียนจากภาวะภัยแล้งติดต่อกันยาวนานถึง 3 ปีที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่นี้ แสดงให้เห็นว่า เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ที่บริหารจัดการผิดพลาด เพราะใช้แนวทาง "การเมืองนำ” ไม่ใช่เป็นเพราะมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไม่เพียงพอถึงขนาดจะต้องสร้างเพิ่มกันขึ้นมาเรื่อยๆ

            ในห้วงเวลาไล่เลี่ยกับการพูดถึงเขื่อนแม่วงก์ ผลการศึกษาผลกระทบโครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย ก็ถูกนำเสนอสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา หลังจากที่ได้พูดถึงกันมาช้านานหลายสิบปีว่า สมควรจะมีกระเช้าไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวก และสนับสนุนการท่องเที่ยวหรือยัง ผลการศึกษาดังกล่าว สรุปออกมาครอบคลุมหลายประเด็นที่ชี้ให้เห็นแต่ผลด้านดี ขณะนี้ฝ่ายคัดค้านก็แสดงความเป็นห่วงในเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นพร้อมความสะดวกสบาย จนหน่วยงานของรัฐอย่างอุทยานแห่งชาติไม่สามารถบริหารจัดการให้อยู่ในภาวะสมดุลตามแผนงานได้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งซึ่งผุดขึ้นมา ในท่ามกลางคำถามที่ว่า ประเทศไทยจะกำหนดทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยวอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นไปที่รายได้ที่เป็นเม็ดเงินมากกว่า การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญไม่ให้เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว

            ยังจะมีอีกหลายโครงการที่สังคมไทยคงจะตั้งหน้าตั้งตาถกเถียงกันต่อไป กรณีของเขื่อน และกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง เป็นเพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ถ้าหากประเทศยังขาดไร้ซึ่งความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการพัฒนาแบบยั่งยืนก็จะไม่มีโครงการใดที่จะเกิดขึ้นมาภายใต้ฉันทานุมัติของสังคม กระนั้น รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้นำเสนอร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีขึ้นมาเพื่อวางกรอบอนาคตของประเทศในระยะยาวนับจากนี้ ถ้าหากไม่มีเป้าประสงค์สืบทอดทางการเมือง ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากร สภาพแวดล้อม รวมไปถึงยุทธศาสตร์ของการหารายได้เข้าประเทศ อันหมายถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยนั้น ก็ควรจะนำประเด็นความเห็นแย้งเหล่านี้เข้าสู่แผนงานระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดการจัดการที่ผิดพลาด เปลี่ยนแปลงไปมาตามการเมือง