
ประชาชนก็คือเบี้ย
ประชาชนก็คือเบี้ย : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง
นักประวัติศาสตร์ชื่อดังให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนัก ว่าด้วยเรื่องอำนาจเก่า กับอำนาจใหม่ พร้อมกับทำนายว่า หลังเลือกตั้ง ฝ่าย “ทักษิณ ชินวัตร” จะกลับมา และฉากจบของสงครามครั้งนี้เลยคำว่าประนีประนอมไปแล้ว
อ่านแบบผ่านๆ ก็อาจเห็นดีเห็นงามตามนั้น แต่เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์ของนักวิชาการท่านนั้นจนจบ ก็รู้สึกว่า ปัญญาชนไทยฝ่ายประชาธิปไตยยังมีทัศนะ “โรแมนติก” แถม มิจฉาทิฐิบังตา ไม่เข้าใจบริบทสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า “อำนาจเก่า” หมายถึง ขุนศึก อำมาตย์ และกลุ่มทุนสายอำมาตย์ จะพ่ายแพ้แก่ “อำนาจใหม่” อันหมายถึง กลุ่มทักษิณ และเครือข่าย
“สถาบันเดิม บารมีเดิม เงินทุนเดิม ความคิดเดิม ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ไม่ได้ มันถึงกลายเป็นแบบนี้ กลายเป็นตีกันเองในบ้าน มันไม่ยอมไปกับกระแสของความเปลี่ยนแปลง”
นี่คือเหตุผลที่นักประวัติศาสตร์คนนั้นคิดว่า ฝ่ายอำนาจเก่าจะปราชัย
ถ้ายังจำกันได้ ช่วงที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ระหว่างปี 2552-2553 นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยได้วิเคราะห์สถานการณ์ทำนอง “พลังที่ก้าวหน้า” ต้องชนะ “พลังที่ล้าหลัง”
แต่นักวิชาการเหล่านี้ลืมไปว่า ฝ่ายพลังประชาชนไม่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็ง และมีคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งนิยม “ลัทธิอนาธิปไตย” จึงนำพาขบวนการคนเสื้อแดงเข้าไปติด “กับดักความรุนแรง” ของฝ่ายอำนาจนิยม จนถูกล้อมปราบเสียหายยับเยิน
ด้านหนึ่งก็ประเมิน “คณะทหาร” ต่ำไป โดยคิดว่า “กลุ่มบูรพาพยัคฆ์” จะไม่ต่างจาก “กลุ่มสฤษดิ์” หรือ “กลุ่มถนอม-ประภาส” ที่รู้จักแต่การทหาร ไม่ช่ำชองการเมือง
ตรงกันข้าม “กลุ่มบูรพาพยัคฆ์” เป็นคณะทหารที่เรียนรู้ “กลยุทธ์บริการอำนาจ” จากนักเลือกตั้ง
ยกตัวอย่างการฉวยโอกาสจากสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อของคนเสื้อเหลือง สร้างฐานอำนาจ โดยดึงนักเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ออกจากพรรคพลังประชาชนมาจับขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลผสม
หลังเลือกตั้ง 2554 ขั้วพรรคประชาธิปัตย์พ่ายเลือกตั้ง คณะทหารกลุ่มนี้ได้เข้ามาสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทันที โดยเล่นเกมอำนาจอยู่กับฝ่ายทักษิณ 2 ปีกว่า ก็แอบเจรจากับ “กำนัน” เปิดยุทธการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
ระหว่างที่พรรคเพื่อไทยมีอำนาจบริหารประเทศ พลังฝ่ายประชาธิปไตยได้เผยตัวตน และทำกิจกรรมการเมืองอย่างเปิดเผย โดยบรรยากาศคล้ายฝ่ายซ้ายเด่นผยอง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา
มิหนำซ้ำ คนเสื้อแดงที่ยึดกุม “ลัทธิอนาธิปไตย” ได้ก่อความรุนแรงหลายครั้งในช่วงการชุมนุมของ กปปส. ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขให้คณะทหารเข้าทำการยึดอำนาจ
นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยส่วนใหญ่ ไม่ยอมรับว่า มีคนเสื้อแดงบางกลุ่มนิยมความรุนแรง ยกเว้นสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่มองว่า มันเป็นจุดอ่อน และเป็นเงื่อนไขให้ทหารก่อรัฐประหาร
นักประวัติศาสตร์ชื่อดังยังเชื่อว่า พลังประชาชนจะชนะอำนาจเก่า เขาจึงวิเคราะห์ว่า
“สังคมไทยถึงทางตัน รัฐธรรมนูญผ่านก็มีปัญหา รัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ปัญหา หนีวิกฤติไม่พ้น วิกฤตินี้ยาวมาก มันขึ้นลง ขึ้นลง หนีไม่พ้น ตัวแปรมันเยอะเหลือเกิน มันเหมือนกับใกล้ๆ กรุงจะแตกปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา วิ่งกันวุ่น ใครเป็นใครไม่รู้ ฟัดกันแหลกลาญ ไม่มีขื่อมีแป เหมือนในเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ยังไม่มีสัญญาณว่าจะดีขึ้น มีแต่สัญญาณเลวลง เลวลงไปกว่านี้อีกถึงจะดีขึ้น”
กล่าวถึงที่สุดอำนาจใหม่ไม่ใช่ตัวแทนของฝ่ายประชาชน อำนาจเก่าก็ยิ่งไม่ใช่ แต่สองขั้วอำนาจต่างใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ
คนเหนือและอีสานมาล้มตายในสมรภูมิราชประสงค์ เฉกเช่นเดียวกับคนใต้มาพลีชีพบนสมรภูมิราชดำเนิน ทุกชีวิตเป็นได้แค่บันไดให้ “อำนาจเก่า-อำนาจใหม่” ป่ายปีนไปยึดอำนาจมาเป็นของพวกพ้องตัวเอง
ได้โปรดเถิด..นักประวัติศาสตร์หัวก้าวหน้า อย่ามัวแต่หลงใหลทฤษฎีโรแมนติก จนละเลยความเป็นจริงของเหตุบ้านการเมืองปัจจุบัน



