
อย่าลืมเรื่องปากท้อง
อย่าลืมเรื่องปากท้อง : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
มีความเคลื่อนไหวอยู่หลายด้าน อันกำลังสะท้อนให้เห็นความยุ่งยาก หรือสถานการณ์ร้อนทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นานนับจากนี้ สืบเนื่องมาจากความพยายามของคณะรัฐมนตรีที่ส่งความเห็นไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยการนำของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เพื่อขอให้กำหนดข้อบัญญัติในบทเฉพาะกาลให้จัดการเลือกตั้งเป็น 2 ขยัก และมาตรการแก้ไขวิกฤติอาจจะเกิดขึ้นในระยะเปลี่ยนผ่าน หลังการเลือกตั้งที่จะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่แทนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนเกิดเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะที่มองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ถอยหลังเข้าคลอง เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ย้อนไปถึงรัฐธรรมนูญปี 2521 เพราะข้าราชการเป็นใหญ่ ขณะที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งจะเป็นผู้ค้ำบัลลังก์รัฐบาลไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย
หลังจากที่นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งเมื่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็เปิดตัวหลังจากกบดานมาเป็นเวลานานพอสมควรให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศโจมตีรัฐบาลและร่างรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรงว่าล้าหลังเหมือนเกาหลีเหนือ ซ้ำยังวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าขาดวิสัยทัศน์ เหมือนเป็นการชูธงนำให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่ก่อนหน้านั้นเพียงเล็กน้อยนายทักษิณยังคงเชื้อเชิญให้เปิดการเจรจากันขึ้น นัยว่าเพื่อความปรองดองสงบสุข แต่กระนั้น นอกจากการปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยโดยท้าให้นายทักษิณกลับมารับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมายืนยันแนวคิดประชาธิปไตยครึ่งใบช่วงเปลี่ยนผ่านในระยะเวลา 5 ปี
มีผู้วิเคราะห์กันว่า สาเหตุหนึ่งที่นายทักษิณออกมาเคลื่อนไหว โดยมีเป้าหมายโดยตรงไปที่รัฐบาล คสช.โดยเฉพาะมุ่งเจาะไปที่ร่างรัฐธรรมนูญก็เพราะเล็งเห็นถึงกระแสที่จะโหนตามไปได้อย่างหนึ่ง กับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ช่วงขาลงของรัฐบาลคสช. ที่กำลังถูกรุมเร้าด้วยสารพัดปัญหา ทั้งในเรื่องศรัทธา และภาวะเศรษฐกิจที่มีตัวเลขล่าสุดออกมาตอกย้ำว่า การส่งออกของไทยติดลบเป็นเดือนที่ 13 และการส่งออกรายเดือนที่มีมูลค่าต่ำสุดในรอบ 58 เดือนหรือคิดเป็นติดลบ 8.91% ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของนิด้าโพล ในความนิยมในตัวนายกฯ ก็ปรากฏตัวเลขออกมาไม่ได้สดใสเหมือนครั้งก่อนๆ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่า จะเป็นตัวเร่งสถานการณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งปัญหาข้าวยากหมากแพง ราคาพืชผลตกต่ำ และความแห้งแล้ง
บทเรียนความพยายามครองอำนาจของฝ่ายรัฐประหารโดยใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ครั้งฉบับปี 2521 เป็นเครื่องมือ กระทั่งถึงการรัฐประหารปี 2534 และเหตุการณ์ความวุ่นวายอันเนื่องมาจากโมเดลสืบทอดอำนาจในปีถัดมา ไม่น่าจะอยู่เหนือการคาดหมายหรือวิเคราะห์คาดการณ์จากคณะรัฐประหารชุดล่าสุด ที่ตอกย้ำเสมอๆ ว่า จะต้องไม่เสียของ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการปฏิรูปประเทศไทย และขจัดความขัดแย้งของคนในชาติ ซึ่งนอกเหนือจากสร้างความชัดเจนในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแล้ว รัฐบาลและคสช.ก็ต้องไม่ลืมว่า ไม่เพียงปัญหาการเมืองเท่านั้นที่เป็นปัจจัยรุมเร้า เพราะในความเป็นจริง ยังมีเรื่องปากท้องและวิกฤติชาติอีกหลายเรื่องที่จะต้องแก้ไขให้บรรเทาเบาบาง มิใช่มัวแต่มุ่งขับเคี่ยวดำเนินยุทธวิธีการเมืองเพียงด้านเดียว



