
ก้าวให้พ้นทักษิณ
23 ก.พ. 2559
ก้าวให้พ้นทักษิณ : บทบรรณาธิการ วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองซึ่งอยู่ในกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามโรดแม็พของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่า จะคืนอำนาจประชาธิปไตยให้แก่ปวงชนชาวไทยในราวกลางปี 2560 โดยจัดให้มีการเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 มีผลบังคับใช้ และก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใดกับท่าทีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศถึง 2 ฉบับหลังจากนิ่งเงียบมาเป็นเวลานานว่า ตอนนี้ตัดสินใจเปิดปากเพื่อตอบโต้ข่าวลือด้านลบเกี่ยวกับตนเอง พร้อมกับยืนกรานด้วยว่า ไม่เคยเจรจากับบรรดานายพลในรัฐบาลทหารชุดนี้ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม แม้จะมีข่าวลือว่าทั้งสองฝ่ายอาจเจรจาต่อรองกันเพื่อยุติการตามล่าตนและครอบครัว แต่ตอนนี้ “ผมพร้อมแล้ว ผมไม่ได้ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าใดๆ สำหรับตนเอง แค่ต้องการเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า คืนระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน”
ข้อเสนอของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญและเป็นเงื่อนไขหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตลอดหลายปี จนต้องใช้ชีวิตพลัดถิ่นหนีโทษคดีคอร์รัปชั่นมานานกว่า 7 ปีผู้นี้ จุดประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที ไม่เพียงที่จะแบะท่าขอพูดคุยกับผู้นำรัฐบาลทหารอ้างว่ากู้วิกฤติชาติเท่านั้น แต่ยังได้แขวะการบริหารงานของรัฐบาลทหารไม่สามารถสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นได้ แผนจัดการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารชุดนี้ว่าเป็นปริศนาซ่อนเงื่อน และยังได้เตือนด้วยว่ารัฐบาลทหารชุดนี้ซึ่งมาจากการก่อรัฐประหารโค่นอำนาจรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2557 กำลังทำให้เศรษฐกิจที่กำลังกระเสือกกระสนอยู่แล้วของไทยอยู่ในภาวะอันตราย จากการที่รัฐบาลทหารกำลังผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จำกัดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และอาจจะส่งผลให้บรรดานายพลที่ยึดอำนาจรักษาอิทธิพลไว้ได้ต่อไป
การแสดงความคิดเห็นของนายทักษิณ ถือเป็นอีกหนึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมาในช่วงเวลาเหมาะเจาะ ไม่เพียงจะกดดันการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณไปถึงพรรคพวกกลุ่มการเมืองที่อยู่ในซีกตรงกันข้ามกับรัฐบาล ซึ่งมีนัยมากไปกว่าการเสนอความเห็นในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญของบุคคลหรือกลุ่มคนอื่นๆ ในแบบธรรมดาๆ ท่ามกลางคำถามระคนสงสัยว่าจะเป็นการต่อรองอะไรหรือไม่ เพราะมาในจังหวะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกำลังถูกจับตามองหรือผูกโยงไปถึงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยเฉพาะการออกแบบบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญหรือการออกแบบรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อรองรับการลงจากหลังเสือ
เป็นไปไม่ได้ที่ผู้นำทหารจะเปิดเวทีแก้ไขวิกฤติชาติกับนักโทษที่หนีคดีและใช้อำนาจเงินไถหว่านเพื่อยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย ซึ่ง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า ถือเป็นการสำคัญตนเองผิดที่คิดว่านักการเมืองสำคัญกว่าประชาชน ที่ผ่านมาประเทศเกิดความเสียหายทั้งจากการทุจริตคอร์รัปชั่นและการใช้กำลังก่อความวุ่นวายซึ่งมีนักการเมืองใหญ่บางคนเป็นต้นเหตุทั้งสิ้น ดังนั้นการเรียกร้องเช่นนี้ถือเป็นตลกร้ายที่ยอมรับไม่ได้ การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปราบคนทุจริตก็ไม่ควรให้คนทุจริตมาร่วมร่างหรือเจรจาจนคนที่เคยทำทุจริตพอใจ ที่สำคัญร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกมาจะต้องได้รับฉันทามติจากทุกฝ่าย เพื่อลดความขัดแย้งจากการตีความในอนาคตด้วย



