
ความปลอดภัยต้องเต็มร้อย
22 ก.พ. 2559
ความปลอดภัยต้องเต็มร้อย : บทบรรณาธิการ วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ท่ามกลางความวิตกกังวลกรณีกลุ่มก่อการร้ายไอเอสได้ขยายพื้นที่การปฏิบัติการมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุด ที่ปรึกษาพิเศษสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้แจ้งเตือนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้มีคำสั่งต่อไปยังสันติบาลและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ถึงความเป็นไปได้ในการก่อเหตุในประเทศไทยของกลุ่มก่อการร้ายเพื่อโจมตีแหล่งชุมชนสาธารณะ อาทิ ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิง รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าบีทีเอส เนื่องจากการขยายพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มไอเอสมายังอินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งอาจเคลื่อนไหวเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้น โดยให้ปฏิบัติตามคำสั่งของ สตม.ก่อนหน้านั้น ซึ่งก็หมายถึงมาตรการในการตรวจตราดูแลรักษาความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ได้สอบถามไปยังสถานทูตสหรัฐ ได้รับคำตอบกลับมาว่า ไม่เคยพูดเช่นนั้น ไม่มีข้อมูลตามที่ปรากฏเป็นข่าว ทั้งนี้สหรัฐอาจจะพูดถึงไอเอสในเรื่องต่างๆ แต่ไม่ได้พูดว่าจะมีกลุ่มไอเอสเดินทางเข้าไทย ขอยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำงานกันอย่างเต็มที่ และในวันต่อมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกำชับและสั่งการเฝ้าระวังกรณีที่ สตม.ได้รับการแจ้งเตือนจากสหรัฐ รวมไปถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในวันมาฆบูชา ที่อาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสสร้างความไม่สงบได้ ซึ่งพล.ต.อ.ศรีวราห์ก็กำชับอีกเสียงหนึ่งว่า ทางการข่าวยังไม่พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอสในประเทศไทย แต่ก็ไม่ประมาทโดยสั่งการให้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังป้องกันเหตุร้ายแล้ว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางการสหรัฐได้แสดงออกถึงข้อวิตกห่วงใยการแผ่ขยายอิทธิพลของกลุ่มไอเอสเข้ามาในเอเชียอาคเนย์ กล่าวสำหรับประเทศไทย แม้สหรัฐจะปฏิเสธว่า ไม่เคยมีคำเตือนออกมาตรงๆ ว่ามีผู้ก่อการร้ายเดินทางเข้ามาในประเทศ แต่นัยหรือถ้อยคำในหนังสือ ที่ทางการไทยเองก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างแข็งขันนั้น ระบุถึงความเคลื่อนไหวของไอเอสที่จะต้องมีมาตรการรับมืออย่างเข้มแข็งเพียงพอ ขณะที่ทางการไทยเองนั้น แม้ในทางข่าวความมั่นคงจะยังไม่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย แต่ในทางปฏิบัติก็ได้วางมาตรการต่างๆ เอาไว้ เพื่อ "ความมั่นใจ” ของประชาชน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าจะมีกลุ่มก่อการร้ายเข้ามาหรือไม่ก็ตาม มาตรการด้านความปลอดภัยก็ดำเนินไปตามปกติ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี
หากแต่เหตุการณ์ร้ายที่เคยเกิด หรือเกือบจะเกิดในประเทศไทย อย่างเช่น แผนประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย การจับกุมคาร์บอมบ์ในพื้นที่ สน.ลุมพินี ได้เมื่อหลายปีก่อน เหตุลอบวางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหมเมื่อไม่นานมานี้ หรือแม้แต่การพกพาอาวุธปืนเข้าไปทำร้ายกันถึงชีวิตในสถานที่สาธารณะที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ล้วนเป็นประจักษ์ยืนยันว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยก็ไม่ได้ปลอดภัยจากการก่อการร้ายเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันก็ใช่ว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยหรือป้องกันการก่อเหตุร้ายจะเต็มประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงจะต้องตื่นตัว และเข้มงวดในทุกมาตรการอยู่เสมอและตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องรอคำเตือนใดๆ จากการข่าวของต่างชาติ



