
ความจริงในองค์กรตำรวจ
17 ก.พ. 2559
ความจริงในองค์กรตำรวจ : บทบรรณาธิการ ประจำวันพุธที่ 17 ก.พ.2559
แนวคิดการปรับโครงสร้างพนักงานสอบสวนที่มีการประชุมไปเมื่อไม่นานมานี้ จากนโยบายที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วางไว้คือ อยากให้โรงพักมีตำแหน่งหลักเพื่อรองรับปัญหาอาชญากรรมและความมั่นคงก็คงไม่มีปัญหาในการจัดบัญชีโยกย้าย เพราะการประชุมวาระการแต่งตั้งพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญเทียบเท่ารองผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ เทียบเท่ารองผู้กำกับ และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการเทียบเท่าสารวัตร ได้ผ่านมติ ก.ตร.เห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว รวม 362 ตำแหน่ง เป็นการแต่งตั้งไว้ก่อนการปรับโครงสร้างใหญ่หลังจากรัฐบาลใช้ มาตรา 44 ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพนักงานสอบสวนใหม่ที่กำลังมีเรื่องถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันนี้ หลังจากนายตำรวจระดับ พ.ต.ท. พนักงานสอบสวนในกองบัญชาการตำรวจนครบาลฆ่าตัวตาย หลังจากยื่นหนังสือให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทบทวนคำสั่งดังกล่าว
ประเด็นการปรับโครงสร้างตำรวจยังไม่มีความชัดเจนเท่าใดนัก เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการร่างรูปแบบใหม่ แต่ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร เสียงส่วนใหญ่ของนายตำรวจที่อยู่ในตำแหน่งพนักงานสอบสวนนั้นกลับเป็นด้านบวก เพราะที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนถือเป็นตำแหน่งสำคัญในการทำสำนวนส่งฟ้องผู้ต้องหาและพนักงานสอบสวนที่อยู่ในโรงพักต้องรับภาระหนัก เนื่องจากมีกรอบเวลาการทำคดีส่งฟ้องพนักงานอัยการ ในบางพื้นที่พนักงานสอบสวนต้องทำสำนวนนับร้อย แทบจะไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญสำนวนทั้งหมดต้องให้เสร็จสิ้นตามกฎหมายกำหนด ทำให้พนักงานสอบสวนมีความเครียดอยู่แล้ว มีจำนวนไม่น้อยที่พยายามวิ่งเต้นออกมาในหน้าที่อื่น เช่น งานจราจร งานสืบสวนหรืองานปราบปราม ซึ่งวงการตำรวจรู้ดีว่ามีผลประโยชน์มากกว่าการค้าสำนวนของนายตำรวจที่ทำหน้าที่งานสอบสวนด้วย
ประเด็นสำคัญของการปรับงานสอบสวนที่จะมีผลกระทบหรือมีผลต่อการวิ่งเต้นในอนาคต เพราะอย่าลืมว่า พนักงานสอบสวนเมื่อสามารถย้ายสายงานได้ก็จะเข้าสู่โหมดการวิ่งเต้นโยกย้ายเพื่อลงในตำแหน่งที่มีผลประโยชน์ ทำให้นายตำรวจที่อยู่ในสายเดิมต้องพยายามรักษาเก้าอี้ตัวเองไว้ให้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะตำรวจที่อยู่ในสายสอบสวนส่วนใหญ่มีอาวุโสเป็นทุนอยู่แล้ว ทำให้การวิ่งเต้นโยกย้ายได้เปรียบในมุมนี้ แต่ก็เป็นรองในด้านความเชี่ยวชาญ ซึ่งวงการตำรวจมักไม่คำนึงถึงอยู่แล้ว บางคนเติบโตอยู่ในสำนักงานผู้บังคับบัญชา แทบไม่เคยออกมาสัมผัสประชาชนเมื่อถึงวาระหรืออยากได้ตำแหน่งหลักก็วิ่งเต้นออกมานั่งในพื้นที่เกรดเอบ้าง ตำแหน่งที่มีรายได้พิเศษหรือเงินนอกระบบบ้าง ปัญหาที่ตามมาคือ ความเชื่อมั่นในการปกครอง รวมถึงการทุจริตที่มากขึ้นด้วย ปัญหาของการปรับโครงสร้างพนักงานสอบสวนจึงไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นอยู่ที่อนาคตการวิ่งเต้นจะรุนแรงขึ้นและถ้าผู้บังคับบัญชาเลือกที่จะเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นๆ จะทำให้เงินสะพัดมากมายมหาศาลอย่างที่ผ่านมามีเสียงอื้ออึงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า มีตั๋วและก็ต้องมีตังค์ด้วย



