
สร้างสำนึกในวิกฤติ
สร้างสำนึกในวิกฤติ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
ยามลมหนาวนำความเย็นยะเยือกมาสู่หลายพื้นที่ของประเทศไทย คนเมืองอาจหลงดีใจจนลืมไปว่า สัญญาณความแห้งแล้งกำลังจะเพิ่มระดับความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน ขณะที่ในภาคเกษตรกรรมบางพื้นที่ก็เริ่มเดือดร้อนกันแล้ว ด้วยเหตุที่ปริมาณน้ำจืดในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ลดลงอย่างรวดเร็วทุกวัน ขณะที่ปริมาณการไหลเข้ามีเพียงน้อยนิด จนยังผลให้น้ำทะเลหนุนเข้ามาในแม่น้ำหลายสายของประเทศ ข้อมูลจากฝ่ายสํานักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำด้านความเค็มระหว่างวันที่ 3-9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในแม่น้ำสำคัญๆ ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำปราจีนบุรี พบว่าหลายแห่งมีค่าความเค็มเกินมาตรฐานสำหรับทำการเกษตรที่ทำหนดไว้ไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตรแล้ว
สำหรับสถานการณ์น้ำเค็มหนุนสูง อันจะส่งผลกระทบต่อการคุณภาพน้ำดิบเพื่อการผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภคนั้น มีรายงานจากการประปาส่วนภูมิภาคแจ้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่า แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีพื้นที่ใดหยุดจ่ายน้ำประปา แต่ก็มีส่วนที่ต้องจ่ายน้ำเป็นเวลาหรือแบ่งโซนจ่ายน้ำไ ด้แก่ ท่าตะโก นครสวรรค์ กับ หนองเรือ ขอนแก่น และเมื่อเพิ่มมาตรการรับมือขึ้นมาอีกระดับคือ การลดแรงกดดันกับลดอัตราการจ่ายน้ำมีเพียงพื้นที่เดียวคือ พิมาย นครราชสีมา ส่วนแหล่งน้ำดิบที่พบปัญหาแล้ว อยู่ที่ฉะเชิงเทรา ทั้งที่แม่ข่าย อ.เมือง และบางปะกงกับบางคล้า โดยก่อนหน้านี้ การประปาส่วนภูมิภาคยืนยันว่า ยังสามารถหาแหล่งน้ำจืดจากที่อื่นเข้ามาใช้ผลักดันน้ำเค็มหรือเจือจางเพื่อผลิตประปาต่อไปได้
เมื่อช่วงสิ้นฤดูฝน รัฐบาลประกาศมาตรการห้ามชาวนาในพื้นที่ชลประทานทำนาปรังทั้งเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับชาวนาเองและสำรองน้ำดิบไว้เพื่อการอุปโภคบริโภค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีถึงกับบอกทำนองว่า เลิกพูดถึงน้ำทำนาปรังได้เลย ยามนี้จะต้องประคับประคองให้น้ำดิบที่เหลืออยู่เพียงพอกับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงฤดูฝนก็ถือว่าดีแล้ว ขณะที่นักวิชาการด้านอุทกวิทยาคาดการณ์ว่า หน้าฝนปีนี้จะมาในราวเดือนพฤษภาคม ไม่ล่าช้าถึงกลางปีอย่างเมื่อปีที่แล้ว แต่ถึงกระนั้น ทุกฝ่ายก็ไม่ควรประมาท ทางที่ดีที่สุดก็คือร่วมมือร่วมใจกันประหยัดให้มากที่สุด
คำว่าประหยัด ดูเหมือนจะถูกหยิบยกขึ้นมารณรงค์ ขอร้องกันแทบจะทุกครั้งที่เกิดวิกฤติการณ์ขึ้น นั่นก็เป็นเพราะว่าประเทศไทยไม่ค่อยจะได้ปลูกฝังสำนึกของคนในชาติให้รู้จักใช้สอยและดูแลทรัพยากรกันอย่างรู้คุณค่า วิกฤติแล้งครั้งนี้ ไม่มีทางออกอื่นอีกแล้วนอกจากทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือร่วมใจกันประหยัดอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้ชาวนาชาวไร่ต้องเป็นฝ่ายเสียสละยอมทิ้งให้พืชผลเหี่ยวแห้งตายไปต่อหน้า หรืองดเพาะปลูกขาดรายได้อยู่เพียงฝ่ายเดียว สถานการณ์น้ำเค็มหนุนสูงคือสัญญาณบ่งชี้แล้วว่า น้ำดิบเพื่อการผลิตน้ำประปาเหลืออยู่ไม่มากที่จะให้ใช้สอยกันได้อย่างสบายเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว การรณรงค์เพื่อประหยัดน้ำจึงควรจะดำเนินการอย่างเข้มข้นจริงจัง ที่สำคัญก็คือ ทำให้คำว่า ประหยัดอยู่ในสามัญสำนึกของทุกคนให้ได้



