คอลัมนิสต์

'คำพู'ครูเพลงสองระบอบ

'คำพู'ครูเพลงสองระบอบ

11 ก.พ. 2559

'คำพู'ครูเพลงสองระบอบ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

             คนไทยที่ท่องโลกออนไลน์ อาจคุ้นหูกับบทเพลงจากฝั่งซ้ายชื่อ “ปู่จัน” ที่มีเอ็มวีให้ชมกันหลายเวอร์ชั่นผ่านยูทูบ ซึ่งเนื้อหาเพลงนี้เล่าถึงความเป็นชาติพันธุ์เดียวกันของคนสองฝั่งโขง

             “คนรุ่นปู่ เขาฮู้ว่าคนอยู่ภาคอีสาน ล้วนแต่เป็นลูกเป็นหลาน ของปู่จันของลาวทั้งสิ้น เชื้อสายลายล่อง แบ่งเป็นสองถ่องทำมาหากิน โคราช-เวียงจันทน์ธานินทร์ ล้วนแต่เป็นถิ่นลูกหลานปู่จัน”

             ผู้ประพันธ์เพลงปู่จันคือ คำพู ทะวีวัน ที่เพิ่งจากไปด้วยวัย 74 ปี และมีการจัดงานฌาปนกิจศพที่บ้านเวินคำ เมืองไชทานี นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์

             คำพู ทะวีวัน ได้รับการประกาศเกียรติยศเป็น “ศิลปินแห่งชาติ” เมื่อปี 2552 โดยกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ถือว่าเป็นเกียรติของศิลปินคนบ้านๆ ที่ได้รับเหรียญตราประดับหน้าอก

             หากพลิกปูมครูเพลงลาวคนนี้ พบว่ามีเส้นทางเดินที่ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บนแผ่นดินลาวถึง "2 ระบอบ" ทั้งในยุคราชอาณาจักรลาว และยุคสาธารณรัฐสังคมนิยม

             “คำพู” เกิดที่บ้านวัดเหนือ เมืองโขง แขวงจำปาสัก ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นช่างไฟฟ้า ครั้งวัยเยาว์เขามีพรสวรรค์ในการอ่านบทกลอนบทสวด

             ปี 1959 คำพู ทะวีวัน ก้าวเข้าสู่วงการเพลง ด้วยการเป็นนักร้องสมัครเล่น สังกัดกรมแผนที่แห่งชาติ

             ปี 1961 มีการประกวดร้องเพลงที่ปากเซ เวลานั้น “คำพู” สังกัดวงดนตรีกองทัพภาคที่ 4 ได้เข้าแข่งขัน โดยร้องเพลง “แคนแสนแสบ” ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศ

             สมัยราชอาณาจักรลาว กองทัพภาคที่ 4 ถือเป็นกองทัพหลักประจำภาคใต้ ที่มี เจ้าบุนอุ้ม ณ จำปาสัก เป็นผู้คุมกำลัง และทุกกองทัพจะต้องมีวงดนตรีประจำการไว้สำหรับการเคลื่อนไหวจิตวิทยามวลชน

             ปี 1962 มีการแข่งประกวดร้องเพลงที่ปากเซ ปีที่ 2 “คำพู” แต่งเพลงเอง ร้องเองชื่อ “ทะนีนางครวญ” ได้รับรางวัลชนะเลิศอีกและด้วยผลงานโดดเด่น จึงได้รับการแต่งตั้ง เป็นหัวหน้าวงดนตรีกองทัพภาคที่ 4

             ปี 1963-65 คำพู ทะวีวัน ได้เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยสำรอง รุ่นที่ 7 ที่จำปาสัก จากผลงานและชื่อเสียงได้ถูกมอบหมายให้เป็นรองหัวหน้าวงดนตรี “ยุทธการภาคใต้” (ประจำการที่สะหวันนะเขต) และได้รู้จักฮักแพงกับ “จำปา ลัตตะนะสะหวัน” (สุลิวัต) ที่เป็นหัวหน้าวง

             ทหารลาวใต้ในแขวงจำปาสักกับแขวงสะหวันนะเขตนั้น เป็นพันธมิตรกัน โดยการร่วมมือของ เจ้าบุนอุ้ม ณ จำปาสัก และนายพลพูมี หน่อสะหวัน

             2 ปีถัดมา คำพูถูกย้ายขึ้นมาประจำการค่ายโพนเค็ง นครหลวงเวียงจันทน์ มารับหน้าที่หัวหน้าวงดนตรีกรมจิตวิทยา ช่วงนั้น คำพูได้ไปประจำการแถวริมฝั่งโขง จึงเขียนเพลง “เสียงแคน” และเขียนอีกหลายเพลง “หิว”, “ฮักสาวเวียงจันทน์” และ “จดหมายน้อย”

             ปี 1969 คำพู ได้อัดแผ่นเสียง 2 ชุดคือ ชายพเนจร กับน้ำตาพ่อ พร้อมกับแต่งเพลงประกอบ “ฮูปเงา” หลายเรื่องเช่น “สายน้ำดงโจร”, “บ้านนาป่าสะหวัน” และ “สายเลือดเดียวกัน”

             เมื่อประเทศชาติได้รับการปลดปล่อยในปี 1975 คำพูมียศร้อยโท จึงได้ถอดเครื่องแบบทหารราชอาณาจักรลาว มาสวมชุดทหารปลดปล่อยประชาชนลาว โดยสังกัดกองศิลปากรกองทัพฯ ทำหน้าที่แต่งเพลงและร้องเพลง

             คำพู ถือว่าโชคดี มีคนรู้จักอยู่ในฝ่ายพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จึงถูกรับเข้าเป็นทหารกองทัพประชาชนลาว และไม่ได้ถูกส่งไปเข้าค่ายสัมมนาดัดแปลงโลกทัศน์เหมือนทหารราชอาณาจักรลาวคนอื่นๆ

             ที่ผ่านมา ศิลปินลาวใน “ระบอบเก่า” มีน้อยคนมากที่จะได้รับการยกย่องใน “ระบอบใหม่” แต่สำหรับคำพู จัดว่าเป็นกรณีพิเศษ แถมยังได้ประดับเหรียญชัยอีกต่างหาก


             ปี 1979 เขาก็ได้เป็นหัวหน้าวงดนตรีกองทัพอากาศ แต่งเพลง “ชีวิตครู” และ “6 ปีแห่งความหวัง”

             ปี 1983 คำพู ได้อำลาชีวิตทหาร และวางมือจากอาชีพนักร้อง ข่าวคราวของเขาเงียบหายไปจนมีข่าวลือว่า หนีไปอยู่อเมริกา เนื่องจากในช่วงเวลานั้น บรรดาศิลปินลาวได้ตัดสินใจไปใช้ชีวิตในต่างแดนหลายสิบคน

             ปี 1989 เขาจึงตัดสินใจกลับคืนสู่วงการเพลง และได้ออกอัลบั้มเพลง “แก้ข่าว” เพลงนี้ สร้างกระแสโด่งดังไปทั่วลาว

             ในยุคการสร้างเสริมสายพัวพันครั้งใหม่สองชาติ “ลาว-ไทย” คำพู ทะวีวัน ได้แต่งเพลง “ปู่จัน” ออกมาสร้างจิตสำนึกถึงความเป็นคนเชื้อสายเดียวกัน และได้มีการนำมาร้องใหม่กว่า 10 เวอร์ชั่น

             เพลงปู่จัน เป็นแรงบันดาลใจจากสงครามบ้านร่มเกล้า เมื่อมีการเจรจาสันติภาพ โดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กอดกันกลมกับ พล.อ.สมสะหวาด แก้วบุนพัน ที่บางกอก คำพู ทะวีวัน จึงแต่งเพลงเพื่อส่งเสริมสายพัวพันสองชาติครั้งใหม่ โดยยกเอาเรื่องเล่า “ปู่จัน” ขึ้นมาเป็นพล็อตเพลงดังกล่าว

             “ปู่จาก เคยฝากความสั่งให้ลาวสองฝั่ง เหมือนดั่งผู้ฮู้การณ์ไกลในทรวง ให้หลานปู่ไปมาหาสู่บูชาธาตุหลวง พระธาตุพนมให้แหนหวง เหมือนใจหนึ่งดวงคนลาวสองฝั่ง”

             ท่อนสุดท้ายของเพลงนี้ คนลาวฟังแล้วสะท้านหัวใจยิ่ง เพราะเพลงปู่จัน มีเนื้อหาบางตอนเกี่ยวพันกับ “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ของคนฝั่งขวาฝั่งซ้าย

             “คนรุ่นย่า น้ำตาต้องหลั่งรินไหล เมื่อเรานุ่งซิ่นไหมผ่านโคราชไปน้ำตาย่าหลั่ง ซาวมือกอดแนบทรวงอก เหมือนใจจะพัง คิดฮอดอดีตความหลัง สมัยย่ายังเยาว์อยู่เวียงทอง”

             สิ้นเสียงร่ำไห้อาลัยหา เสียงเพลงปู่จันก็ยังดังข้ามฟ้า ข้ามน้ำ เพื่อบอกให้รู้ว่า นี่คือผลงานที่ครูเพลง “คำพู ทะวีวัน” ฝากไว้ในแผ่นดินคนลาวสองฝั่ง