คอลัมนิสต์

โศกนาฏกรรมใกล้ตัว

โศกนาฏกรรมใกล้ตัว

09 ก.พ. 2559

โศกนาฏกรรมใกล้ตัว : บทบรรณาธิการวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559

           ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐานต่างๆ ที่ตำรวจมีอยู่ขณะนี้ ก็ไม่น่าเชื่อว่า นายอาเธอร์ เซกราร่า ปรินเซป หรืออาร์ตูร์ หนุ่มชาวสเปนจะใช้ห้องพักภายในคอนโดมิเนียม สังหารและหั่นศพนายเดวิด เบอร์นาร์ด เพื่อนร่วมชาติ และนำชิ้นส่วนศพเหล่านั้นที่ถูกแยกใส่ถุงหลายถุงไปกระจายทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาตามจุดต่างๆ ได้อย่างเงียบเชียบ โดยที่ไม่มีใครได้รับสัญญาณหรือรับรู้ร่องรอยใดๆ ว่าได้เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นในที่พักใกล้เคียง และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นในสถานที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก

           ให้หลังคดีหนุ่มสเปนเพียงไม่กี่วัน ได้เกิดคดีสะเทือนขวัญขึ้นอีก โดยเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายพรพิชิต หยงสตาร์ อายุ 40 ปี ได้ใช้ปืนปลิดชีพลูกสาวและลูกชายอายุตั้งแต่ 15 ปีลงไปจนถึงคนเล็กที่เรียนอยู่ในชั้นเตรียมอนุบาลรวม 4 ชีวิตอย่างบ้าคลั่ง ภายในบ้านเลขที่ 270 หมู่ 2 บ้านหยงสตาร์ ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เพียงเพราะแค้นเคืองภรรยาซึ่งก็คือมารดาของเด็กทั้งสี่ที่ไม่ยอมคืนดี เหตุร้ายครั้งนี้ เป็นที่รับรู้กันในช่วงเช้า ซึ่งเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วหลายชั่วโมงหลังเสียงปืดนัดแรกดังขึ้น เมื่อเพื่อนบ้านใกล้เคียงเห็นผิดสังเกต ที่บ้านปิดเงียบ และเด็กๆ ทั้งหมดไม่ไปโรงเรียนตามปกติ จึงเข้าไปตรวจสอบ พยานซึ่งให้การต่อตำรวจบอกว่า ได้ยืนเสียงปืนเมื่อกลางดึก แต่คิดว่าเป็นเสียงประทัด

           ทั้งสองเรื่อง ต่างกรรม ต่างวาระ แต่มีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ คนร้ายก่ออาชญากรรมขึ้นอย่างง่ายใด ภายในชุมชนหรือห้องพักในคอนโดมิเนียม อันเป็นสถานที่กึ่งๆ สาธารณะ ซึ่งถ้าจะบอกว่า เพื่อนข้างห้องหรือเพื่อนบ้านไม่เอาใจใส่ หรือเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็จะเป็นการกล่าวโทษกันจนเกินไป เพราะถ้าหากทุกคนรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุร้ายขึ้น โดยสามัญสำนึกพวกเขาย่อมจะต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อระงับยับยั้ง แม้ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง แต่ก็มีทางเลือกอื่นๆ อีก เช่น การแจ้งผู้ดูแลสถานที่ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ แจ้งผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ หากแต่ทั้งสองกรณีนี้ ยังสะท้อนให้เห็นระบบระแวดระวังภัยในระดับชุมชนที่ควรจะต้องพูดถึง เริ่มตั้งแต่การเฝ้าสังเกตคนในชุมชน หรือคนแปลกหน้า กับพฤติกรรมประหลาด “ผิดวิสัย” ของการใช้ชีวิตของคนทั่วไป

           ไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนว่า ในเมืองใหญ่ที่สมาชิกของสังคมอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในโลกส่วนตัวจนได้รับการเรียกขานกันว่าเป็น สังคมก้มหน้า จะเป็นส่วนหนึ่งที่เปิดโอกาสให้อาชญากรได้ก่อกรรมทำเข็ญโดยสะดวกด้วยหรือไม่ ขณะที่ในสังคมชนบท แม้ไม่มีใครใจไม้ไส้ระกำปล่อยให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นโดยปล่อยวาง หากแต่สิ่งสำคัญหนึ่งซึ่งสังคมควรเอาใจใส่ก็คือ การร่วมกันสร้างเกราะคุ้มกันขึ้นมา ภูมิคุ้มกันที่ว่านี้ก็คือ “สภาวะทางจิต” ผู้คนในสังคมเมืองอาจละเลยที่จะเฝ้าระวังเหตุร้ายรอบตัว ขณะหลายๆ ครอบครัวในอีกสังคมหนึ่งซึ่งน่าจะปลอดภัยกว่า แต่ก็อันตรายไม่ยิ่งหย่อน เพราะ “สภาวะทางจิต” ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อย่างที่นายพรพิชิตเองก็โพสต์ในเฟซบุ๊กก่อนฆ่าคนในครอบครัวว่า ตัวเขาเองนั้นเป็น ”นายช่างใจร้าย”