
ไทยกับประชาคมอาเซียน
ไทยกับประชาคมอาเซียน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
ในการประชุมรายงานผลการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของไทยเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ที่มีนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ปรากฏว่ามีผลประชุมออกมาว่า ไทยควรจะต้องมีมาตรการเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ และผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกได้ว่า การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น มีประโยชน์ มีผลประโยชน์โดยตรงและทางอ้อม
ที่น่าเสียดายคือ นายกรัฐมนตรีรู้ดีอยู่แล้วว่าไทยต้องทำอะไรอีกเพื่อที่จะให้ไทยเป็นฮับของอาเซียน แต่ปรากฏว่านายกฯ ไม่ได้บ่งชี้ชัดว่าต้องทำอะไรเพียงแต่ตอกย้ำว่าต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมกว่านี้ ตามจริงกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำเต็มที่ แต่ยังขาดการบูรณาการกิจกรรมที่แต่ละหน่วยงานทำ เพราะยังคิดแบบเดิมอยู่คือ ของใครของมัน
กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักที่ได้ส่งเสริมความรู้และสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชนคนไทยเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนโดยตรงมาตลอด ที่ผ่านมามีกิจกรรมทั้งสัมมนาเกี่ยวกับบทบาทไทยในอาเซียน รวมทั้งกิจกรรมนอกสถานที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
เกี่ยวกับวัฒนธรรมและศิลปะดนตรีที่ส่งเสริมอัตลักษณ์รวมของอาเซียน
หน่วยงานรัฐอื่นๆ ก็มีกิจกรรมของตัวเอง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น
จากรายงานที่ประชุมจะพบว่า ไทยยังต้องปรับตัวอีกมาก และยังต้องแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่มีผลต่อการบูรณาการประชาคมเศรษฐกิจในอาเซียน
ไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุน ประเด็นแรงงานต่างด้าวและการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญด้านบริการต่างๆ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ผู้เขียนต้องนำมาเขียนถึงอีกครั้งคือ เรื่องอาเซียนเลน (Asean Lane) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะนายกรัฐมนตรีต้องการเห็นประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์ประชาคมอาเซียนได้อย่างเต็มที่และมาตรการต่างๆ ที่ทำได้ทันที ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในสนามบินไม่เข้าใจถึงความสำคัญของประชาคมอาเซียน
ความจริงในวันประชุมรายงานผลการเตรียมความพร้อมไทยเข้าประชาคมอาเซียน ถ้านายกรัฐมนตรีได้รับการสรุปที่ดีก็ต้องทราบทันทีว่ามาตรการแรกของประชาคมอาเซียนที่ไทยได้ทำมาก่อนทุกประเทศในอาเซียนคือ การมีอาเซียนเลน ที่มีนานแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 สมัยนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา แต่ปรากฏว่าไม่ได้ทำแบบจริงจังและติดตามผลที่เข้มงวด
การมีอาเซียนเลนมีความหมายในการเสริมสร้างอัตลักษณ์ของอาเซียน
เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมของประชาชนอาเซียนที่เดินทางออกนอกประเทศ ในไทยโดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองและสนามบินยังเข้าใจผิดๆ ว่า การมีอาเซียนเลนมีไว้เพราะต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอาเซียน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด
ที่น่าเสียดายคือ ผู้เกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อมนั้นไม่ได้ทำการบ้าน
โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเอง ถ้าได้อ่านวิสัยทัศน์อาเซียนปี ค.ศ.2025 มาก่อนบ้าง ก็สามารถจี้เป็นตัวๆ และหน่วยงานที่รับผิดชอบได้โดยไม่ต้องเสียเวลา เพราะวิสัยทัศน์อาเซียน 2025 ได้บ่งชี้ชัดถึงมาตรการต่างๆ สมาชิกต้องทำตามในการสร้างประชาคมอาเซียนในวันนี้และอีกสิบปีข้างหน้า ซึ่งรวมทั้งการมีอาเซียนเลนที่สนามบิน ซึ่งถือว่าทำได้ทันที แต่ปรากฏว่าไม่มีใครในระดับผู้ใหญ่ที่เข้าใจภาพใหญ่ของการเป็นประชาคมอาเซียน สนใจแต่หน่วยงานของตัวเองว่าทำอะไรไปบ้าง เพราะได้งบประมาณมา
ในสมาชิกเชงเกนของสหภาพยุโรปจะพบว่ามีป้ายชัดเจนว่า นี่คืออียูเลน (EU Lane) สำหรับพาสปอร์ตอียู และนี่คือนอน-อียูเลน (Non-EU Lane) สำหรับคนต่างชาตินอกอียู ที่มีระบบนี้ก็เพื่อชี้ชัดถึงอัตลักษณ์ของอียู
แต่ในไทยเวลาฝรั่งเดินเข้าอาเซียนเลน เจ้าหน้าที่ไม่เคยบอกให้ไปเข้าแถวสำหรับพาสปอร์ตที่ไม่ใช่อาเซียน ในมาเลเซีย คนอาเซียนต้องเข้าอาเซียนเลนอย่างเดียว เพราะไปเข้าเลนอื่นจะถูกย้ายไปอยู่ที่เลนอาเซียน ต้องชื่นชมกองตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย
นายกรัฐมนตรีคนนี้ชอบอาเซียนและต้องการเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน สิ่งแรกที่ต้องทำได้โดยไม่ต้องปรับทัศนคติคือ การจัดตั้ง อาเซียนเลน และนอน-อาเซียนเลน สำหรับชาวต่างชาติทันที ที่สนามบินนานาชาติของไทย ให้เป็นตัวอย่าง ในที่สุดสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ต้องทำอยู่เลนพิเศษเหล่านี้ เพราะมันเป็นมาตรการหนึ่งในวิสัยทัศน์
เรื่องง่ายๆ แบบนี้ ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องแก้กฎหมาย ไม่ต้องใช้มาตรา 44 ไม่ทำ แล้วจะเตรียมพร้อมเข้าประชาคมอาเซียนไปทำสวรรค์อะไร เพราะพูดไปพูดมาก็เหมือนเดิม สั่งไปสั่งมาก็รอฟังผลคืบหน้า ก็เหมือนเดิม



