คอลัมนิสต์

นโยบายภาษีและฐานะการคลังไทย

นโยบายภาษีและฐานะการคลังไทย

08 ก.พ. 2559

นโยบายภาษีและฐานะการคลังไทย : กระดานความคิด โดยดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์

              มีคำถามกันมามากว่าปีนี้ เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาได้หรือไม่ และได้มากแค่ไหน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ส่วนหนึ่งเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศ มีการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนจากต่างชาติหดตัวลงมาก และมีการเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่ได้เปรียบกว่าในเรื่องต้นทุน ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจยังต้องรอดูปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ

              ดังนั้น รัฐบาลจึงดูมีทางเลือกที่ไม่มากนัก ที่จะต้องหันมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อสร้างกำลังซื้อ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดกำลังการผลิตต่อไป

              ถามว่า ทางเลือกของการใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการขาดดุลการคลังแบบนี้ จะเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซาและเหมาะกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศไทยที่กำลังเผชิญอยู่นี้หรือไม่ คำตอบอาจไม่สามารถฟันธงได้ แต่อาจเมื่อหันไปดูประเทศอื่นๆ ก็เห็นตัวอย่างที่น่าสนใจในแนวคิดเรื่องการบริหารนโยบายภาษีและการคลัง ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้หลักของภาครัฐ

              ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งฐานะการคลังของสหรัฐก็อยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดีนัก และสถานการณ์บังคับให้ใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ เพื่อนำเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดียวกับไทย

              นโยบายของพรรคเดโมแครตก็จะดูชัดเจนว่า แนวทางการหาเม็ดเงินใหม่ๆ เพื่อลดการขาดดุล ก็คือการขึ้นภาษีเฉพาะกลุ่ม หรือภาษีคนรวย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของคนรวยในสหรัฐมีประมาณ 1% เมื่อเก็บภาษีส่วนนี้มาได้ ก็จะนำเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น แนวคิดของพรรครีพับลิกัน ก็ออกมาคัดค้านการขึ้นภาษีคนรวย โดยมองว่าเรื่องนี้ไม่ช่วยอะไร และมีข้อเสนอว่า หากจะหาเม็ดเงินเพิ่ม ก็ควรขยายฐานการจัดเก็บภาษีทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา รวมถึงการยกเลิกการลดหย่อนภาษีบางตัว

              เมื่อมาดูฐานะการคลังของประเทศไทย จากเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 (ฉบับปรับปรุง) พบว่าในปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลเตรียมตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 2,720,000 ล้านบาท และมีประมาณการรายได้สุทธิ 2,330,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดขาดดุลงบประมาณ 390,000 ล้านบาท

              อีกทั้งเมื่อดูรายได้ทางตรงจากภาษีของกรมจัดเก็บรายได้ทั้งสาม พบว่า กรมศุลกากร หลังจากที่เข้าสู่ช่วงการเปิดเขตการค้าเสรี ภาษีนำเข้าทั้งหมดถูกปรับลดเกือบเหลือ 0% ทำให้รายได้จากภาษีศุลกากรมีสัดส่วนเพียง 4% ของรายได้รวม ส่วนกรมสรรพากรมีรายได้ในสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 68% และสรรพสามิตจะมีรายได้ในสัดส่วนประมาณ 18%

              หากนำกรอบแนวคิดจากข้อเสนอนโยบายภาษีของสองพรรคการเมืองสหรัฐมาพิจารณาเบื้องต้นแล้ว จะพบว่าในกรอบข้อจำกัดของไทย หากมีการขึ้นภาษีในส่วนของภาษีส่วนบุคคลหรือภาษีนิติบุคคล ก็อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ที่จะจัดเก็บได้ในระยะยาว หรือหากจะทำจริงก็ควรเป็นการขยายฐานภาษี เพื่อเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บจะดีกว่า

              ดังนั้น การขึ้นภาษีสรรพสามิตจึงดูเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด เพราะโดยหลักการ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตก็มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมการบริโภคสินค้าและบริการ ซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติอยู่แล้ว เช่น บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย หรือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม

              อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรจะต้องพิจารณาถึงผลที่จะเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง เพราะผลของการจัดเก็บภาษีสินค้าเหล่านี้ในอัตราที่สูง จะมีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคไปบริโภคสินค้าที่มีราคาถูกมากขึ้น หรือภาษีที่สูงขึ้นก็จะทำให้เกิดการลักลอบนำเข้า

              ดังนั้นเพื่อเพิ่มรายได้จากภาษีในส่วนนี้และพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรต้องเร่งดำเนินการผลักดันร่างกฎหมายประมวลภาษีสรรพสามิตให้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว โดยเฉพาะการใช้ระบบการคำนวณภาษีจาก ราคาขายปลีกแนะนำ แทนที่จะใช้จาก ราคานำเข้า ที่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการบางรายสามารถแจ้งราคานำเข้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

              ด้วยเหตุนี้เอง การปฏิรูปภาษีสรรพสามิตจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ซึ่งหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป รัฐบาลก็จะยิ่งเสียโอกาสในการนำเม็ดเงินกลับเข้าอัดฉีดสู่ระบบเศรษฐกิจ