
คนโหดสังคมเหี้ยม
คนโหดสังคมเหี้ยม : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
สังคมไทย ณ เวลานี้ กระหึ่มด้วยข่าวสองข่าวที่ส่งผลสะท้านสะเทือนเลือนลั่นไปทั้งประเทศ หนึ่งคือข่าวอดีตอาจารย์สาว คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เบี้ยวทุนหนีไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยดังในต่างประเทศ กับข่าวสี่วัยรุ่นขาโหดแห่งเมืองพัทลุง ก่อคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ ฆ่าโหดคู่อริและข่มขืนแฟนสาวของเขาทั้งที่กำลังตั้งท้องได้ 3 เดือน คดีทั้งสองนี้ หากเป็นหนังก็เป็นหนังออกแนวอาชญากรรมที่ควรตั้งชื่อให้หวือหวาว่า "คนโหด สังคมเหี้ยม" อะไรประมาณนี้
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สังคมของเราได้เดินทางมาถึงจุดที่กระแสของสื่อสังคมออนไลน์ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบและแสดงความรู้สึกต่อพฤติกรรมเชิงลบของคนในสังคมอย่างรวดเร็ว ทันควันและจิกกัดแบบฝังเขี้ยว สำหรับคนที่เกาะติดตามข่าวอาจรู้สึกได้ถึงความสะใจ แต่สำหรับคนที่ตกเป็นข่าวในฐานะจำเลยของสังคม น่าจะอยู่ในอาการขนพองสยองเกล้า มีชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นสุขแน่นอน
กรณีของอาจารย์สาวหนีไปต่างประเทศและเบี้ยวทุน เราจะเห็นได้ถึงการรุมทึ้ง ตรวจสอบและเปิดโปงของคนในโลกโซเชียล ที่ออกอาการรับไม่ได้กับความบกพร่องทางจริยธรรมของคนผู้นี้ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่ทันข้ามคืน เธอก็ตกเป็นจำเลยของคนทั้งประเทศ คนที่เป็นผู้ค้ำประกันและต้องจ่ายหนี้แทน ถูกแย่งบทโจทก์ไปหน้าตาเฉย ถึงตอนนี้คำว่า “นรกมีจริง” ได้ตกอยู่ที่อาจารย์สาวคนนั้นแบบเต็มๆ
ส่วนกรณีสี่วัยรุ่นใจโหด ซึ่งเป็นข่าวตามมาติดๆ ได้เปลี่ยนสถานะจากคนมาเป็น "สัตว์นรก" อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการพิพากษาแบบเบ็ดเสร็จของคนในสื่อสังคมออนไลน์ ข้อเสนอให้ “ประหารชีวิต” เป็นข้อเสนอเดียวที่สังคมตัดสินให้แก่ผู้ต้องหาทั้งสี่ ดูเหมือนว่าเสียงเรียกร้องนี้ทำท่าจะได้ผลเอาเสียด้วย เพราะเมื่อตามดูรายการข่าวจากทีวีดังช่องหนึ่ง พบว่าแม้แต่นักกฎหมายเองก็กำลังมองหาช่องทางกฎหมาย โอนคดีของฆาตกรสองรายที่ยังเป็นเยาวชนไปเป็นคดีของผู้ใหญ่ เพื่อให้วัยรุ่นทั้งคู่ที่ "โตเกินวัย ใจฆาตกร" มีโอกาสได้รับโทษประหารชีวิตหากศาลตัดสินเช่นนั้นจริงๆ
จากคดีอื้อฉาวทั้งสองและปฏิกิริยาของผู้คนในโลกสังคมออนไลน์ มันได้บอกเราว่า สังคมไทยได้มาถึงจุดที่ผู้คนพากันตื่นตัว และอ่อนไหวต่อความเสื่อมทรามทางจริยธรรมของคนร่วมสังคมเอามากๆ พวกเขาแทบจะรอไม่ได้อีกต่อไป ที่จะให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เรามาถึงจุดที่ "เรื่องของคนอื่น" กลายเป็น "เรื่องของเรา" เกือบจะสมบูรณ์แบบ อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ช่างทรงพลัง มันกลายเป็นช่องทางที่ผู้คนแสดงออก และแบ่งปันความรู้สึกร่วมอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง สื่อมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ กลายเป็นช่องทางที่อืดอาดและไม่ทันใจ ขณะที่ผู้ก่ออาชญากรรมถูกมองว่าเหี้ยมโหด แต่กระแสของผู้คนในโลกโซเชียล ที่แบ่งปันและแสดงออกมาดูท่าจะ “โหด” กว่าเสียอีก พวกเขาเสนอให้มีการจัดการกับผู้ต้องหาอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน ความรุนแรงได้แพร่ระบาดไปทั่วสังคม ทั้งผู้ก่อความผิดและผู้เฝ้ามอง เราเอาข้อเท็จจริงมาผสมกับอารมณ์ดราม่าแล้วแบ่งปันไปในโลกสังคมออนไลน์ ณ วันนี้สื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางในการติดต่อสื่อสารเรื่องราวส่วนตัวเสียแล้ว แต่มันได้กลายมาเป็นพื้นที่ในการตรวจสอบความไม่ถูกต้องในสังคมไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ
ปรากฏการณ์เรื่องลูกเทพเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วัน ก็ถูกชาวโซเชียล รุมโจมตีอย่างรุนแรง จนถึงตอนนี้ข่าวว่ามีพวกเลี้ยงลูกเทพนำลูกเทพของตนไปแอบทิ้งในวัดเสียแล้ว เรื่องของอาจารย์สาวหนีทุนไปไกลกว่านั้น เริ่มมีกระบวนการตรวจสอบ ขุดคุ้ยเบื้องหน้าเบื้องหลังและเชื่อมโยงไปถึงองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ วัยรุ่นใจโหดสี่คนที่ก่อคดีสะเทือนขวัญกลางป่าเทือกเขาบรรทัด ยังถูกจับตาจากชาวโซเชียลแบบเกาะติด เราไม่รู้ว่ามันจะพัฒนาไปถึงจุดไหน และสุดท้าย เราอาจบอกไม่ได้ว่า ใครเป็น “เหยื่อ” ของใครกันแน่
ผมไม่รู้ว่านักพฤติกรรมศาสตร์จะมองพฤติกรรมของผู้คนในสังคมร่วมสมัยอย่างไร นักมานุษยวิทยาจะตีความและอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ในลักษณะไหน แต่ที่ผมรู้แน่ๆ ก็คือ ต่อไปนี้หากใครสักคนทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากลลงไป จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา พวกเขาเหล่านั้นจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขแน่ คำว่า “ความลับไม่มีในโลก” ยิ่งได้รับการพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำอีกในแทบทุกรณี เอกสิทธิ์ของพระอินทร์ที่ว่ากันว่าสามารถมองเห็นและล่วงรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชาวโลก ถูกผ่องถ่ายมาอยู่กับคนทุกคนในโลกสื่อสังคมออนไลน์ ทุกวันนี้ ใครก็เป็นพระอินทร์กันได้ทั้งนั้น ขอให้มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยและมีโลกออนไลน์ไว้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
จำไว้เลยว่า นรกมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เรานี่เอง.



