คอลัมนิสต์

แก้ปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารหวังปรับภาพลักษณ์

แก้ปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารหวังปรับภาพลักษณ์

05 ก.พ. 2559

แก้ปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารหวังปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย : สายตรวจระวังภัย เจษฎา จันทรรักษ์

            เกิดขึ้นบ่อยครั้งที่บรรดาโชเฟอร์แท็กซี่ปฏิเสธรับส่งผู้โดยสาร ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้โดยสารคนไทยเท่านั้น แต่กับผู้โดยสารชาวต่างชาติก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รองผบ.ตร. ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบังคับการตำรวจจราจร กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมการท่องเที่ยว กรมการขนส่งทางบก และยังมีสหกรณ์และผู้ประกอบการรถแท็กซี่กว่า 100 ราย เพื่อที่จะวางแนวทางหารือแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

            สำหรับการบูรณาการแก้ไขปัญหาครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลได้แสดงความวิตกกังวลต่อปัญหา จึงสั่งให้หน่วยงานเร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากถ้าดูจากตัวเลขผู้ร้องเรียนปัญหารถแท็กซี่ผ่านทางหมายเลข 1583 ของกรมการขนส่งทางบกกว่า 43,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2557 กว่าร้อยละ 50 โดยปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนมาเป็นอันดับหนึ่งคือ “การปฏิเสธรับผู้โดยสาร” ซึ่งมียอดตัวเลขผู้ร้องเรียนมากถึง 22,000 ราย โดยสถานที่เกิดขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งนั้น โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ และ จ.ภูเก็ต โดยมาตรการที่จะเร่งแก้ไขคือ บูรณาการการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กวดขันจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัดในทุกพื้นที่ที่เป็นปัญหา โดยใช้มาตรการตามกฎหมายขั้นสูงสุด, ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบถึงวิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้องเหมาะสมในการโดยสารแท็กซี่, กรณีผู้ขับขี่รถแท็กซี่กระทำความผิดอาญาหรือทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เช่นทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร อนาจาร ปรับมิเตอร์ หรือลักทรัพย์ จะต้องถูกดำเนินคดีและเพิกถอนใบอนุญาตต่อไป, จัดทำระบบเชื่อมโยงข้อมูลการจับกุมทุกหน่วยงานให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ทราบว่าหากผู้ขับขี่รายใดทำผิดซ้ำซากต่อเนื่อง จะได้นำไปเป็นพยานหลักฐานในการเพิ่มโทษหรือเพิกถอนใบอนุญาต

            อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการต่างๆ ที่สำคัญคือจะต้องมีการติดตามผลการปฏิบัติของทุกหน่วยงาน ทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม โดยปฏิบัติการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการใน 6 พื้นที่ที่มีปัญหา คือทั่วพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร ย่านศูนย์การค้า และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดต่างๆ เช่นภูเก็ต พัทยา เกาะสมุย รวมถึงบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง

            พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่ากฎหมายยังไม่สามารถบังคับใช้กับกรณีนี้เท่าที่ควร บางครั้งพบว่าผู้ใช้บริการรถแท็กซี่ไม่ได้เข้ามาแจ้งความ บางส่วนได้ดำเนินการจับกุมไปแล้วแต่ยังมีจำนวนน้อยมาก และหากยังพบว่าผู้ขับรถแท็กซี่กระทำความผิดซ้ำก็ดำเนินการตามกฎหมายกรมการขนส่งทางบก โดยระบุว่าหากกระทำความผิดซ้ำซากจะมีโทษปรับโดยการยึดใบขับขี่หรืออาจมีการลงโทษอื่นๆด้วย

            “จริงๆ แล้ว แท็กซี่ก็เหมือนหน้าตาของประเทศ ดังนั้นขอความร่วมมือหากแท็กซี่คันใดทำไม่ดี ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ขณะเดียวกันแท็กซี่ในเมืองไทยมีประมาณ 1.3 แสนคัน อยู่ใน กทม. 1 แสนคัน เท่ากับเรามีกระบอกเสียง 1 แสนคน อย่าให้พบว่าแท็กซี่ทำไม่ดี หากอัพโหลดคลิปลงโซเชียลมีเดีย เขาก็กลับมาตำหนิ ประเทศไทยก็เสียหาย นอกจากนี้ผมคิดว่าแท็กซี่ในประเทศไทยควรมีไม่เกิน 2 สี ซึ่งหากมองปัจจุบันมีจำนวนหลายสีที่อยู่ในความครอบครองของสหกรณ์ เวลามีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็จะจดจำได้ยาก” ผบ.ตร.กล่าว

            ด้าน พล.ต.อ.วุฒิ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ทหาร กรมการขนส่งทางบก และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะบูรณาการกำลังแบบคู่ขนาน ทั้งการประชาสัมพันธ์ให้แท็กซี่ปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมนำ พระราชบัญญัติขนส่ง, พระราชบัญญัติจราจร และพระราชบัญญัติรถยนต์ มาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เน้นในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง เซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน สุขุมวิท ถนนข้าวสาร ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย จากนั้นจะมีการประเมินผลในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า