
เบิกฟ้าประชาธิปไตยเมียนมาร์
เบิกฟ้าประชาธิปไตยเมียนมาร์ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
ก่อนวันเลือกตั้งเมียนมาร์ นักวิชาการไทยหลายคนมองว่า หากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของ “อองซาน ซูจี” ได้รับชัยชนะ และ “คณะทหาร” เกิดไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่
ผลการเลือกตั้ง พรรคเอ็นแอลดี ได้เก้าอี้ ส.ส. และ ส.ว.กว่าร้อยละ 80 จึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
ปรากฏว่า “คณะทหาร” ผู้กุมอำนาจในเมียนมาร์มายาวนาน ยอมรับในฉันทามติของชาวพม่า และพร้อมจะให้มีการถ่ายโอนอำนาจภายในต้นปี 2559
“ตัน ฉ่วย” ผู้มากบารมีแห่งกองทัพ, “เต็ง เส่ง” ประธานาธิบดี และ “มิน อ่องหล่าย” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ต่างยินยอมที่จะให้เมียนมาร์ก้าวสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ต้องทำอย่างมีจังหวะก้าว
1 กุมภาพันธ์ 2559 วันที่รอคอยของผู้หญิงวัย 70 ก็มาถึง เมื่อมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภาพของอองซาน ซูจี ในบทบาทของ “ผู้มีบารมี” เป็นที่จับตาของชาวโลก
การประชุมวันแรก หลังจาก ส.ส.ใหม่กล่าวสาบานตนแล้ว ที่ประชุม ส.ส. ได้ลงมติเลือก “วิน มินต์” มือขวาของซูจี เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามที่ได้มีการวางตัวมาก่อนหน้านี้
“วันนี้เป็นวันภาคภูมิใจของประวัติศาสตร์การเมืองเมียนมาร์ สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย” วิน มินต์ กล่าวสุนทรพจน์หลังรับตำแหน่ง
“วิน มินต์” เป็นอดีตทนายความ และเคยผ่านเหตุการณ์การลุกขึ้นสู้ “8888” มาแล้ว
ฉ่วย มาน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มีความใกล้ชิดกับซูจี ได้มาส่งมอบงานให้วิน มินต์ โดยมีซูจีเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด
ดังที่ทราบกัน ฉ่วย มาน เคยเป็นแกนนำพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ที่มีสายสัมพันธ์กับระบอบทหาร แต่ตอนหลัง เขาเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดซูจี ได้กล่าวว่า ประชาชนหวังว่าหลังจากเอ็นแอลดีเป็นรัฐบาล ทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไข ทุนต่างชาติจะหลั่งไหลเข้ามา
เดือนมีนาคม ที่ประชุมรัฐสภาจะมีการเลือกประธานาธิบดี และจะเป็นครั้งแรกในรอบ 54 ปี ที่เมียนมาร์จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหารมาตั้งแต่ปี 2505
แม้ว่าตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเมียนมาร์ ที่ร่างในยุคระบอบทหารยังกันที่นั่ง 1 ใน 4 ไว้ให้บุคคลที่กองทัพเลือก แต่ชัยชนะแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ทำให้พรรคเอ็นแอลดีมีที่นั่งเกือบเต็มสภา
การเปิดประชุมสภาชุดใหม่ เป็นเพียงอีกก้าวหนึ่งของการถ่ายโอนอำนาจ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเลือกตั้ง ต่อไปสภาจะเลือกประธานาธิบดีคนใหม่แทนที่เต็ง เส่ง ที่จะพ้นตำแหน่งสิ้นเดือนมีนาคมปีนี้
จากนั้นรัฐบาลพรรคเอ็นแอลดี จะทำหน้าที่อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2559
รัฐธรรมนูญเมียนมาร์กำหนดข้อห้ามผู้นำประเทศเป็นบุคคลที่มีคู่สมรสหรือบุตรเป็นชาวต่างชาติ ทำให้ซูจีซึ่งมีสามีเป็นชาวอังกฤษ และมีบุตรถือสัญชาติอังกฤษ 2 คน ไม่สามารถรับตำแหน่งนี้
อย่างไรก็ตาม อองซาน ซูจี เคยประกาศไว้บนเวทีหาเสียงว่า เธอจะอยู่ “เหนือ” ประธานาธิบดีที่เป็นตัวแทนของนาง
จากนี้ไปคนทั้งโลกจะเฝ้าติดตามบทบาทของ “ผู้มากบารมีเหนือประธานาธิบดี” ในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย ด้วยใจระทึกยิ่ง



