คอลัมนิสต์

ป้องกันเยาวชนก่อคดีรุนแรง

ป้องกันเยาวชนก่อคดีรุนแรง

04 ก.พ. 2559

ป้องกันเยาวชนก่อคดีรุนแรง : บทบรรณาธิการประจำวันที่4ก.พ.2559

            คดีสะเทือนขวัญที่กลุ่มวัยรุ่นทำร้ายร่างกายและใช้อาวุธปืนยิงคู่อริวัย 18 ปี เสียชีวิต แล้วนำศพไปฝังกลางเทือกเขาบรรทัด จ.พัทลุง และยังทำร้ายร่างกายและรุมโทรมแฟนสาวของผู้ตาย นำร่างไปทิ้งเหวเพราะคิดว่าเสียชีวิตแล้ว แต่เหยื่อสาวกลับรอดชีวิตมาได้ จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วอย่างน้อย 5 คน โดยในกลุ่มคนร้ายมีเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี รวมอยู่หลายคน ส่วนที่เหลือก็มีอายุไม่เกิน 20 ปี จึงสร้างความสลดหดหู่ต่อสังคมเป็นอย่างมาก และเกิดคำถามว่าเป็นเพราะสาเหตุใดกันจึงทำให้เยาวชนเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่รุนแรงและลงมือกระทำต่อเหยื่อได้อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายและบาปบุญคุณโทษ ไม่มีสติพอจะยับยั้งชั่งใจตนเอง ซึ่งในโลกออนไลน์ได้มีการเรียกร้องไม่ให้ลดโทษในฐานะเยาวชน

            ข้อถกเถียงที่ว่าผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชนแต่พฤติกรรมกระทำมีความรุนแรงแต่การลงโทษกลับเสมือนถูกคุ้มครองด้วยกฎหมายเยาวชน แต่ก็มีข้อยกเว้นไว้ โดยคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลพิจารณาโดยคำนึงถึงร่างกาย สติปัญญา สุขภาพ ภาวะแห่งจิตและนิสัยแล้วเห็นว่าในขณะกระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ก็ให้สั่งให้โอนคดีไปพิจารณาคดีธรรมดาได้ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 97 วรรคสอง แต่ต้องประสานงานกันระหว่างพนักงานสอบสวนที่รวบรวมข้อเท็จจริงความรุนแรงของคดี และสถานพินิจฯ ด้านข้อมูลร่างกาย สติปัญญา สุขภาพ ภาวะแห่งจิตและนิสัยของเยาวชนที่กระทำผิด

            ปัญหากลุ่มวัยรุ่นใช้ความรุนแรงพบว่า สถิติสูงขึ้น จากข้อมูลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ในปี 2557 จำนวนคดีของเด็กและเยาวชนอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี มี 32,011 คดี คิดเป็นร้อยละ 87.78 ของคดีทั้งหมด จำแนกเป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ 16,679 คดี ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 6,956 คดี และคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 3,692 คดี และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 กระทรวงยุติธรรมได้เปิดเผยสถานการณ์การเกิดอาชญากรรม ที่พบว่าเยาวชนที่ได้รับการปล่อยตัวจากสถานฝึกอบรมเด็กและเยาวชนมีอัตราการกระทำความผิดซ้ำ หลังพ้นโทษ 3 ปี ร้อยละ 41.5 ชี้ว่าผู้กระทำผิดที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูมีแนวโน้มกระทำความผิดซ้ำสูงมาก โดยเฉพาะคดียาเสพติดมีสัดส่วนกระทำผิดซ้ำสูงสุด

            ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยหลายด้านที่เป็นอุปสรรคในการสร้างคุณภาพชีวิตของเยาวชน ทั้งปัญหายาเสพติด อบายมุข การทะเลาะวิวาทใช้ความรุนแรง การมั่วสุมทางเพศ อีกทั้งสิ่งกระตุ้นด้านการบริโภคทางวัตถุ ส่งผลถึงปัญหาพฤติกรรมของเยาวชน จนก่อให้เกิดคดีอาชญากรรมรุนแรงในแต่ละปีมากขึ้น โดยสิ่งสำคัญที่ยังขาดความต่อเนื่องในการแก้ปัญหา คือการมีส่วนร่วมของหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไล่เรีียงตั้งแต่ระดับรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานระดับกลางอย่างเช่นสถานศึกษาหรือชุมชน ลงไปถึงระดับเล็กคือครอบครัว ที่ต้องเข้ามาร่วมกันเฝ้าระวังและวางมาตรการป้องกัน ไม่ใช่ไปวางมาตรการแก้ไขปลายทาง ขณะเดียวกันต้องเสริมปัจจัยด้านบวกที่จะสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนให้มีคุณภาพมากขึ้น