
ตำรวจจราจรกับความไม่ยุติธรรม
ตำรวจจราจรกับความไม่ยุติธรรม : โลกตำรวจ ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การรับรู้ความไม่ยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจในสายตาของประชาชนนั้นเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนกระทำการ “ดื้อแพ่ง” ในการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้...ใช่หรือไม่ ?
นี่คือ คำถามที่ดิฉันชวนวงสนทนาพูดคุย
กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้เป็นบรรทัดฐานในการควบคุม กำกับการประพฤติปฏิบัติของผู้คนในสังคมเพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข ไม่เกิดความโกลาหล ปั่นป่วนในสังคม ลดการแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดโดยไม่คำนึงถึงสิทธิและหน้าที่พลเมือง หรือการมีสำนึกต่อส่วนรวมที่ไม่เท่ากัน เป็นต้น
ตัวอย่าง การจับจองพื้นที่ผิวถนนสาธารณะบริเวณหน้าร้านค้า อาคารพาณิชย์ให้กลายเป็นที่จอดรถเฉพาะร้าน หรือลูกค้าของตนเองแต่เพียงเท่านั้น การจอดรถในพื้นที่ผิวถนนที่มีสัญลักษณ์ “ห้ามจอด” ถึงแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าจะก่อให้เกิดปัญหาทางการจราจร กีดขวางการใช้รถใช้ถนน ก็ตาม
การฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรโดยละเลย มองข้ามความปลอดภัยที่อาจสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น รวมไปถึงการแซงในบริเวณเส้นทึบที่กฎหมายได้กำหนดห้ามไว้เนื่องจากมีโอกาสก่อให้เกิดอุบัติเหตุสูงด้วย การบรรทุกสิ่งของ วัตถุใดๆ สูงหรือยื่นยาวออกจากตัวรถจนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการใช้รถใช้ถนนของผู้อื่น รวมถึงปรากฏการณ์ที่พบบ่อยมากของธุรกิจรถบรรทุกขนดิน ขนวัตถุดิบประเภทต่างๆ ที่บรรทุกนำ้หนักเกินจนทำให้ถนนเสียหาย และ บ่อยครั้งที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน
ตัวอย่างที่ยกมาเล่าประกอบนี้ เพื่อแสดงให้เห็นภาพสะท้อน “การดื้อแพ่งทางกฎหมาย” ที่ทุกๆ คนในสังคมไทยคุ้นชินเนื่องจากเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ?
“ทำไมจับแต่ฉัน ไม่จับรถคันนั้น” “ทำไมล็อกล้อแค่ 10 คันนี้ อีก 3 คันทำไมไม่ล็อก” นี่คือตัวอย่างของวาทกรรมของผู้ที่ถูกบังคับใช้กฎหมายในข้อหาต่างๆ ตามตัวบทกฎหมายจราจร
“แค่พูด แค่ด่ามันยังน้อยไป พวกผมโดนมายิ่งกว่าด่า เอาของปาใส่ เอาน้ำร้อนสาด โดนหมด” เสียงของตำรวจจราจรชั้นผู้น้อยที่พยายามปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายจราจรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงการใช้ยุทธศาสตร์ต่างๆ นานาของภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพในการ(บีบ?)ให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง แต่ไม่มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่สนับสนุนและส่งเสริมพลังอำนาจของตำรวจในการลดแรงปะทะการดื้อแพ่งทางกฎหมายจราจรของประชาชนลงเลย
ระบบการบริหารจัดการที่ลดปัญหาการดื้อแพ่งทางกฎหมายจราจรจำเป็นต้องถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบและจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ด้วยจึงจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้
ในเมื่อไม่มีนโยบายและการพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมารองรับการบังคับใช้กฎหมายจราจร ต่อให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะสั่งย้ำให้ไพร่พลตำรวจสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาประชาชนก็ไม่มีทางเป็นจริงได้อย่างที่ฝัน ตำรวจผู้ปฏิบัติก็คงจำต้องอดทน อดกลั้นต่อไป และเมื่อทนไม่ไหวปรากฏการณ์ “ช่างหัวมัน” หรือที่เรียกว่า “เกียร์ว่าง” ก็จะเกิดขึ้นในสังคมไทย นั่นหมายถึงผลที่ตามมาคือ ความโกลาหลและความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น !!!



