คอลัมนิสต์

คุณธรรมจากห้องเรียน

คุณธรรมจากห้องเรียน

02 ก.พ. 2559

คุณธรรมจากห้องเรียน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559

           มีสถาบันการศึกษาระดับนำของสองซีกโลก ที่ถูกกล่าวถึงในฐานะที่ต้องร่วมรับผิดชอบทางใดทางหนึ่ง กรณีทันตแพทย์หญิงรายหนึ่งไม่ชดใช้ทุนการศึกษา โดยปล่อยให้ผู้ค้ำประกันต้องจ่ายเงินแทนจำนวนมาก คือ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ มหาวิทยาลัยในไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) คือต้นทางที่ให้ทุนการศึกษาส่งทันตแพทย์หญิงไปศึกษาร่ำเรียน ขณะที่มหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกาคือสถานที่ที่ทันตแพทย์ผู้นี้ทำงานอยู่ในปัจจุบัน เมื่อเกิดกรณีที่ผู้เสียหายจากการต้องรับผิดชอบจ่ายเงินค้ำประกันเกิดขึ้น สิ่งที่ถูกนำมาพิจารณาคือ กระบวนการตามกฎหมาย นั่นก็คือ ผู้ค้ำประกันต้องชดใช้กรณีผู้ใช้ทุนไม่จ่าย จะหลบเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่มหาวิทยาลัยในอีกซีกโลกก็เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล จะไม่ขอเข้าไปข้องเกี่ยว

           สกอ.ยืนยันว่า ทุนการศึกษาดังกล่าวเป็นทุนที่ สกอ.ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น เพราะต้องการเร่งรัดผลิตบัณฑิตคุณภาพในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี พัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ รวม 16 สาขา โดยได้จัดสรรทุนต่างๆ กระจายไปยังมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพและมีปริมาณที่เพียงพอภายใต้โครงการทุนพัฒนาอาจารย์สาขาขาดแคลน แต่เมื่อผู้รับทุนไม่มาชดใช้ทุน ทาง สกอ.พยายามให้มหาวิทยาลัยมหิดลติดต่อประสานให้ เมื่อไม่สำเร็จผู้ค้ำประกันจึงต้องเข้ามารับผิดชอบ โดยจะต้องชดเชยเป็นเงิน 2 เท่า ของจำนวนทุนรัฐบาล และเป็นเบี้ยปรับแก่ผู้รับสัญญา และตอนนั้น ทางผู้ค้ำประกันได้ไปยื่นฟ้องขอความเมตตาต่อศาล ให้จ่ายเพียงเงินจำนวนทุน ไม่ต้องเสียค่าปรับ ซึ่งสกอ.ก็ได้เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยจนผู้ค้ำประกันทั้ง 4 คน ต้องช่วยชดใช้ทุนแก่ผู้หนีทุนรายนั้น

           ข่าวครึกโครมเรื่องนี้ถูกตีแผ่ เมื่อหนึ่งในผู้เสียหายโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก และมีผู้แชร์กันต่อๆ จนเกิดเป็นกระแสกดดันในโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลได้ออกมาชี้แจงในวันต่อมาว่า เมื่อผู้ขอรับทุน เบี้ยวไม่กลับมาทำงานและใช้ทุนคืน กระทรวงการคลังจึงได้เร่งรัดมาที่มหาวิทยาลัยในฐานะต้นสังกัด ซึ่งก็ต้องไปติดตามจากผู้ค้ำประกัน เพราะต้องตามเงินกลับมาคืนให้รัฐบาล กระนั้น ที่ผ่านมาบุคคลที่ขอทุนรัฐบาลไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วเบี้ยวไม่กลับมาชดใช้มีอยู่ประปราย รายนี้ไม่ใช่รายแรก แต่ที่ผ่านมาสังคมยังไม่มีสื่อโซเชียลมากขนาดนี้ และปัจจุบันคนในสังคมไม่ยอมรับคนที่ไม่มีจริยธรรมไม่คำนึงถึงความถูกต้อง จึงทำให้เรื่องนี้แพร่กระจายรวดเร็ว เพราะฉะนั้นถ้าจะมีมาตรการทางสังคมแบบที่เป็นอยู่ก็ต้องปล่อยไป

           กรณีนี้จะเห็นได้ว่า “มาตรการทางสังคม” ดังเช่นที่มหาวิทยาลัยมหิดลก็ตระหนักนั้น ยังคงเดินหน้าตามหาผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ต่อไป ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือ ควรหรือไม่ อย่างไร ต่อกรณีที่เกิดขึ้น สถาบันอุดมศึกษาเข้ามามีบทบาทเพียงแค่การตามทวงเงิน หรือการฟ้องร้องเอากับผู้ค้ำประกัน ซึ่งในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนเป็นคนในครอบครัวแทน หรือว่าจะต้องแสดงตนเป็นผู้นำในอันที่จะผดุงไว้ซึ่งคุณธรรม จรรยา เพราะต้องไม่ลืมว่า กรณีนี้ไม่น่าจะจบเพียงแค่การตามหาเงินหรือคนผิดมารับผิดชอบแทนเท่านั้น เนื่องจากสถาบันการศึกษาก็คือแม่พิมพ์หลอมบุคลากรที่จะต้องเปี่ยมด้วยคุณธรรม เพื่อยังประโยชน์ต่อสังคม อย่างที่ใครๆ ก็รู้ว่า เรื่องจริยธรรมนั้น นอกจากบ่มเพาะจากครอบครัวแล้ว ส่วนสำคัญอีกหนึ่งก็คือห้องเรียน