
ใช้ไอทีเพื่อพัฒนาศักยภาพ
ใช้ไอทีเพื่อพัฒนาศักยภาพ : บทบรรณาธิการประจำวันที่28ม.ค.2559
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 มกราคม กระทรวงศึกษาธิการได้จัดฉายวีดิทัศน์เปิดตัวโครงการ “I speak english เพื่อชีวิตที่ better” เป็นโครงการตามนโยบายประชารัฐ โดยภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนสนใจพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่พัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยว ธุรกิจ โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายกระทรวงศึกษาธิการจัดทำแอพพลิเคชั่นช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ใช้งานได้ง่าย มีบททดสอบการพูดผ่านแอพพลิเคชั่นและกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ประชาชนทั่วไป ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะปรับหลักสูตรภาษาอังกฤษในโรงเรียนทั่วประเทศด้วย
เมื่อช่วงปลายปี 2558 สำนักงานจัดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ EF (Education First) ได้เสนอรายงานดัชนีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ โดยการทดสอบจากประชากรจำนวน 9.1 แสนคน ในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ จำนวน 70 ประเทศ รายงานสรุปทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค รวมถึงแนวโน้มการเรียนภาษาอังกฤษ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความชำนาญในการใช้ภาษาอังกฤษกับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ พบว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 62 นำหน้า การ์ตา มองโกเลีย คูเวต อิรัก แอลจีเรีย ซาอุดีอาระเบีย กัมพูชา และลิเบีย โดยมีสิงคโปร์อันดับ 12 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย รองลงมาตามลำดับในเอเชีย คือ มาเลเซีย อินเดีย เกาหลี และเวียดนาม
สำหรับภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไทยเข้าร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี และยังรวมถึงการติดต่อทั่วโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ที่ผ่านมาทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยยังไม่ดีเท่าที่ควรมาจากสาเหตุหลายประการ อาทิ ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ของไทย เป็นเรื่องที่ดีที่ชาติไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่ก็ทำให้เราไม่สันทัดในภาษาอังกฤษ รวมทั้งไม่รู้คำศัพท์ ตลอดจนการพูดและเขียนที่ดีพอในการสื่อสาร เนื่องจากไม่มีโอกาสใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยที่ติดอันดับท้ายๆ ประเทศทั่วโลกก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอีกประการหนึ่งของวงการศึกษาไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศด้วย อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ
มาตรการที่รัฐบาลขยับใช้ช่องทางไอทีเพื่อช่วยแก้ไขในเรื่องทักษะภาษาอังกฤษ นับว่าสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงไอซีที ซึ่งกำลังเริ่มนำร่องในปี 2559 พัฒนาไอทีในสถานศึกษาที่ยังขาดแคลนได้อีก 8,000 แห่ง รวมทั้งตั้งเป้าที่พัฒนาระบบไอทีในสถานศึกษาเพิ่มอีกกว่า 4,000 แห่ง รวมถึงเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าไปยังโรงเรียนพื้นที่ชายขอบตามโครงการดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ เมื่อรัฐบาลผลักดันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เกือบทุกพื้นที่ส่งผลให้ประชากรได้ประโยชน์จากไอทีด้วย เช่น แอพพลิเคชั่นที่นายกรัฐมนตรีดำริให้จัดทำ เป็นต้น คงเหลือเพียงโจทย์ใหญ่อีกประการคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเด็กไทยใช้แอพพลิเคชั่นและไอทีเพื่อการพัฒนา



