
ความฝันของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ความฝันของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข
การสานต่อนโยบายของผู้นำองค์การเมื่อถึงวาระการเปลี่ยนแปลงผู้นำนั้นเป็นสิ่งที่สมควรได้รับความชื่นชมยกย่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของการทำงานที่มีแต่บรรดาคนเก่ง เนื่องมาจากองค์การที่มีแต่บรรดาคนเก่งมักจะมีปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะที่เด่นชัดคือ “วัฒนธรรมการสั่งในสิ่งที่ฉันคิดว่าดีกว่าที่คนอื่นเคยทำ”
เมื่อเริ่มช่วงแรกของการสิ้นสุดยุคสมัยของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ขึ้นมารับภารกิจสำคัญในการนำองค์กรของประชาคมเหล่าบรรดาไพร่พลตำรวจกว่าสองแสนชีวิตไปสู่ภารกิจสุดท้ายซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ผู้นำตำรวจคนที่ 11 บอกว่าคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และความยุติธรรมที่จะต้องบังเกิดขึ้นในสังคมไทยให้ได้นั้น ได้มีการสื่อสารผ่านทางสื่อมวลชนจำนวนมากว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยืนยันที่จะสานต่อนโยบายซึ่งพล.ต.อ.สมยศ ฝันไว้(?) นั่นคือ การทำให้ประชาชนรู้สึกพึงพอใจ รักใคร่ และเชื่อมั่นศรัทธาในข้าราชการตำรวจ
ตัวอย่างหนึ่งของวิธีการสื่อสารการทำงานของตำรวจนครบาลที่มุ่งหวังสร้างภาพลักษณ์ คือ การติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลไว้บริเวณริมถนนหรือหน้าตู้จราจร โดยบ่งบอกชื่อหัวหน้าสถานีตำรวจที่รับผิดชอบเขตพื้นที่ต่างๆ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ถึงแม้ว่าจะไม่มีภาพใบหน้าอันหล่อเหลาของท่านผู้กำกับการสถานีตำรวจเหมือนอย่างเช่นที่เคยนิยมปฏิบัติกันในยุคก่อนหน้าราว 3 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งมีเสียงท้วงติงตั้งคำถามว่า ตำรวจกำลังลอกเลียนวิถีวัฒนธรรมการโชว์ภาพหน้าตาหัวหน้าสถานีตำรวจราวกับจะเตรียมลงสมัครแข่งขันทางการเมือง และกลายเป็นที่มาของนโยบายผู้บริหารตำรวจในยุคนั้นในการสั่งห้ามทำป้ายติดตามริมถนน
คำสั่งห้ามในยุคนั้น กลับกลายเป็นคำสั่งให้ปฏิบัติในยุคนี้
ถึงแม้ว่าป้ายยุคนั้นจัดทำอย่างประณีตและติดตั้งอย่างเรียบร้อยสวยงามมากกว่าป้ายประชาสัมพันธ์ที่ดูรุ่งริ่ง ไร้ความเรียบร้อยอย่างในยุคนี้ก็ตาม
ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นตามมาคือ ท่านหัวหน้าสถานีจะสามารถรับโทรศัพท์ได้ทันทีเมื่อมีการติดต่อจากประชาชนได้จริงหรือ? ต้องไม่ลืมว่าหัวหน้าหน่วยมีภารกิจอะไรบ้าง? และภารกิจใดสามารถมอบหมายได้ ภารกิจใดต้องลงมือปฏิบัติเอง นี่คือวิถีการทำงานเป็นทีมใช่หรือไม่ ?
สิ่งที่สำคัญคือต้องไม่ลืมว่า เมื่อมีข้อเสนอย่อมมีความคาดหวัง เมื่อหวังแล้วไม่ได้ดังหวังจะยิ่งทำให้เกิดความไม่พึงพอใจมากเสียยิ่งกว่าไม่เคยคาดหวังเสียอีก
การนำที่ดีต้องกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่ผู้ปฏิบัติสามารถทำได้และสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย การทำงานเป็นทีมและการบริหารทีมโดยดึงสมรรถนะไพร่พลทั้งองค์กรมาขับเคลื่อนไปด้วยกันน่าจะเป็นวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการพุ่งทุกเป้าไปที่หัวหน้าหน่วย เพราะสิ่งที่ทุกคนรับรู้กันเป็นอย่างดีในโลกของตำรวจคือ ห้วงเวลานี้หัวหน้าหน่วยมีขวัญและกำลังใจในการทำงานต่ำมาก ดังนั้น การสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนโดยที่ผู้ปฏิบัติงานยังไม่พึงพอใจในการทำงาน ย่อมเป็นสิ่งที่ทำนายได้ว่ามี โอกาสประสบผลสำเร็จได้ยากยิ่ง !!!



