คอลัมนิสต์

ปิดจุดอ่อนต้านภัยคุกคาม

ปิดจุดอ่อนต้านภัยคุกคาม

22 ม.ค. 2559

ปิดจุดอ่อนต้านภัยคุกคาม : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2559

            หลังจากที่มีข่าวมีกลุ่มบุคคลอันน่าสงสัยว่า เป็นสมาชิกรัฐอิสลาม หรือไอเอส เดินทางจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 36 ได้ไปที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาแห่งหนึ่งใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งตามข้อมูลการข่าวระบุว่า มีกลุ่มบุคคล เข้าพบผู้นำศาสนาที่โรงเรียนแห่งนี้ พร้อมให้เงินบริจาค โดยแลกเปลี่ยนกับการเพิ่มหลักสูตรการสอนนักเรียนในเรื่อง “รัฐอิสลาม” ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนยอมรับว่ามีบุคคลจาก 2 ประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาเยี่ยมเยียนในช่วงเดือนธันวาคมปี 2558 แต่เป็นศิษย์เก่าของบาบอ หรือผู้รู้ทางศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้เปิดโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาแห่งนี้ และก็ไม่ได้พูดถึงข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับกลุ่มไอเอส

            อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงในรัฐบาลจะออกมาปฏิเสธข่าวชิ้นนี้ หากแต่ในทางลึกของหน่วยงานข่าวกรองยืนยันตรงกันว่า มีบุคคลที่ “น่าสงสัย” ว่าจะเป็นสมาชิกกลุ่มไอเอสเข้ามาที่โรงเรียนสอนศาสนาใน จ.นราธิวาสจริง และกำลังติดตามเฝ้าระวังพฤติกรรมต่อไป ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอสที่ได้เข้ามามีบทบาทและสร้างกลุ่มขึ้นในหลายประเทศในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุการณ์ก่อการร้ายในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยกลุ่มไอเอสประกาศแสดงความรับผิดชอบ ย่อมทำให้ฝ่ายความมั่นคงในประเทศย่านนี้ต้องตระหนักถึงภัยคุกคามที่คืบคลานเข้ามาในภูมิภาค

            แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะย้ำหลายครั้งว่าประเทศไทย ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศใด ฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่า จะปลอดจากภัยก่อการร้าย หากแต่ล่าสุด กับข่าวสงสัยสมาชิกกลุ่มไอเอส เข้ามาที่นราธิวาส นายกรัฐมนตรีบอกว่า กำลังตรวจสอบอยู่ แต่ก็ต้องระวังในเรื่องที่เป็นความลับ มีผลกระทบต่อประเทศอื่นและประชาคมโลก นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความห่วงใยในเรื่องของการเสนอข่าวในแบบที่ว่า “อยากรู้ไปทุกเรื่อง” เพราะกรณีเช่นนี้มีชั้นความลับอยู่พอสมควร กระนั้นเรื่องแผนงานในด้านความมั่นคงยืนยันว่า ได้ดำเนินการอยู่แล้วในหลายๆ เรื่องด้วยกัน กล่าวโดยรวมก็คือ ฝ่ายความมั่นคงของไทยรู้นานแล้วว่า มีความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ก็มีมาตรการที่รัดกุมมากเพียงพอ

            ที่ผ่านมา มักมีคำพูดในเชิงปรามาสหน่วยงานด้านความมั่นคงอยู่เสมอๆ ว่า ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของอาชญากร เพราะความย่อหย่อนในกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง และการสอดส่องดูแลย่านที่พักอาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยเป็นประเทศเปิด ทั้งในด้านการลงทุน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในแต่ละปีมีนักลงทุน และนักท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบเข้ามานับสิบล้านคน แหล่งผลประโยชน์ของนานาชาติย่อมมีอยู่มากเช่นกัน การจับกุมคนร้ายต่างชาติหนีเข้ามาหลบซ่อนหรือก่อเหตุร้ายที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงจะต้องมุ่งมั่นกวดขันมาตรการกลั่นกรองต่างชาติ ไปพร้อมๆ กับการตรวจสอบแหล่งพำนักพักพิงต่างๆ ตามมาตรฐานในระดับที่สอดประสานกับการข่าวเชิงลึก เพื่อพร้อมรับสถานการณ์ที่ภัยคุกคามคืบคลานเข้ามาในใกล้ตัวทุกขณะ