
วัฒนธรรมน้ำ
วัฒนธรรมน้ำ : กระดานความคิด คนที วิถีไทย
คนไทยเป็นชนชาติที่คุ้นเคยกับ "วัฒนธรรมน้ำ” มาอย่างช้านาน ถึงขนาดที่เรียกว่า เข้าไปอยู่ในกระแสเลือดเลยก็ว่าได้
“วัฒนธรรมน้ำ” ซึมแทรกเข้าไปทุกวิถีชีวิต รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี อย่างเช่น การหลั่งน้ำสังข์ในพิธีวิวาห์ ซึ่งถือเป็นงานมงคลชีวิตสูงสุดงานหนึ่ง เพราะคือหลักหมุดแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่และครอบครัวใหม่ และงานประเพณีกึ่งๆ มงคลต่อจากนั้น ก็คือการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ แม้จะมีเรื่องการตายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเรื่องในอดีต และการทำบุญเพื่อจรรโลงใจแก่ผู้อยู่ข้างหลังมากกว่าจะโศกเศร้าโศกาอย่างในงานอวมงคล คืองานศพ ที่จะเริ่มต้นพิธีการด้วยการ "รดน้ำศพ” ซึ่งประยุกต์หรือย่อขนาดลงจากการอาบน้ำศพเพื่อชำระล้างให้ศพสะอาด
การทำบุญกรวดน้ำ เรียกกันเต็มๆ ว่า หลั่งทักษิโณทก ซึ่งพจนานุกรมบอกเอาไว้ว่า คือนํ้าที่หลั่งในเวลาทําทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย นํ้าที่หลั่งลงเป็นการแสดงว่ามอบให้เป็นสิทธิ์ขาด นํ้ากรวดคือนํ้าที่ใช้แทนสิ่งของที่ให้ ซึ่งใหญ่โต หรือไม่มีรูปที่จะหยิบยกให้ได้ เช่น วัด ศาลา บุญกุศล เป็นต้น
น้ำ จึงเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมอย่างหลากหลาย ทั้งเพื่อความเป็นมงคล และการชะล้างเพื่อความสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพพ้นจากการปกครองของหงสาก็ด้วยการหลั่งทักษิโณทก ท่ามกลางพิธีสงฆ์อันเสมือนร่วมเป็นพยานในการนั้นด้วย
พุทธศักราช 2559 ปีที่ชนชาวไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์แล้งน้ำ คำว่า "วัฒนธรรมน้ำ” ก็กำลังจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อถกเถียงกันว่า ถึงเวลาที่เราควรจะต้องปรับวัฒนธรรมการใช้น้ำกันแล้วหรือยัง
ไม่ใช่น้ำปริมาณน้อยๆ แต่ทรงคุณค่าในชีวิตอย่างน้ำสังข์ หรือน้ำสำหรับหลั่งทักษิโณทก แต่เป็นมวลน้ำที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง คูคลอง หนองบึง และในอ่างกักเก็บ
ภายใต้กติกาสังคมยุคใหม่ หลังการมาถึงของเครื่องมือบริหารจัดการที่เรียกว่า เขื่อน ฝาย ประตูระบายน้ำ หรือแม้กระทั่งน้ำประปาที่ถูกส่งไปสู่ครัวเรือนผ่านท่อที่ฝังใต้ดิน วัฒนธรรมการใช้น้ำเริ่มเปลี่ยนไป เพราะการแสดงตัวตนเป็น "เจ้าของ” น้ำที่ถูกเพิ่มมิติเข้ามา มากไปกว่าการใช้สอยน้ำฝน น้ำเหนือ น้ำท่าอย่างอิสรเสรีเช่นในอดีต
“ระบบชลประทาน” มีท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ที่ผ่านการบริหารจัดการอันมี "รัฐเป็นเจ้าของ” เป็นเครื่องมือสำคัญในการแบ่งปัน แม้ว่าผู้คนในย่านเขตจะสามารถสูบมาใช้สอยได้ไม่ต้องควักเงินจ่ายอย่างน้ำประปา แต่พวกเขาก็ไม่อาจจะจัดการมันได้เองตามอำเภอใจ เพราะถึงอย่างไร เมื่อน้ำน้อย ระบบบริหารจัดการก็จะไม่ปล่อยน้ำมาให้อยู่ดี คำขอร้องแกมบังคับ ห้ามทำนาปรังจึงจวนจะเป็นเรื่องปกติในยามขาดแคลนน้ำ
“ระบบน้ำประปา” มีท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ที่ผ่านการบริหารจัดการอันมี "รัฐเป็นเจ้าของ” เป็นการแบ่งปันน้ำกินน้ำใช้ในชีวิตประจำวันที่มีราคาค่างวด แต่ด้วยมูลค่าตราไว้แสนถูก จึงเกิดวัฒนธรรมการใช้น้ำที่ผ่านระบบอำนวยความสะดวก สะอาด และเพิ่มแรงดันกันอย่างฟุ่มเฟือยเหมือนได้เปล่า
“น้ำดื่มบรรจุขวด” ก็เป็นอีกระบบของการบริหารจัดการน้ำ แต่อยู่ภายใต้รูปแบบการค้าตามลัทธิทุนนิยมสุดโต่ง คุณภาพน้ำบรรจุขวดไม่ต่างไปจากน้ำประปาที่ผ่านการผลิตตามมาตรฐาน แต่ราคาห่างกันลิบลับ เพราะผ่านกระบวนการที่เรียกว่า อุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ และการตลาด
ในภาวะน้ำแล้ง จนกำลังเข้าขั้นวิกฤติ ถ้าหากสังคมไทยจะได้พินิจพิจารณาถึงวัฒนธรรมการใช้น้ำกันอย่างถ่องแท้ เที่ยงธรรม ก็น่าจะเป็นทางหนึ่งซึ่งจะช่วยให้การใช้น้ำนั้นคุ่มค่า สมกับที่เป็นเจ้าแห่งวัฒนธรรมน้ำอย่างแท้จริง



