คอลัมนิสต์

'สภ.ท่ามะกา'ตั้งเป้าโรงพักนำร่องล้างยาเสพติดใกล้ชิดประชาชน

'สภ.ท่ามะกา'ตั้งเป้าโรงพักนำร่องล้างยาเสพติดใกล้ชิดประชาชน

19 ม.ค. 2559

'สภ.ท่ามะกา'ตั้งเป้าโรงพักนำร่องล้างบางยาเสพติด ใกล้ชิดประชาชน : สายตรวจระวังภัย จตุรพร สุขอินทร์ ผู้สื่อข่าว จ.กาญจนบุรี

           เป็นที่แน่ชัดว่ายาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม และน่าจะเป็นสาเหตุหลักของปัญหาอาชญากรรมต่างๆ นานา โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับทรัพย์ “ลัก วิ่ง ชิง ปล้น” หรือคดีเกี่ยวกับร่างกายจากการเมาสารเสพติดจนเกิดอาการคลุ้มคลั่งจับผู้อื่น จี้เป็นตัวประกัน หรือแม้แต่การทำร้ายบุพการี ปัญหาเหล่านี้มีมาช้านาน ตำรวจหรือหน่วยงานรัฐก็ทำการกวาดล้างปราบปรามอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกวันนี้ยังคงมีปัญหายาเสพติด มีการแพร่ระบาดสู่ชุมชน สู่เยาวชน โดยเฉพาะการปรับแปลงสูตรล่อตาล่อใจ หรือเชื้อเชิญให้ผู้เสพอยากรู้อยากลอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีนโยบายให้เข้มงวดกวดขัน ปราบปรามจับกุมตั้งแต่ผู้เสพ ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงตัวการใหญ่เพื่อไม่ให้ยาเสพติดมาสร้างปัญหาให้ประชาชนในสังคม จนกระทบความมั่นคงของประเทศ

           ด้วยเหตุนี้ สภ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ได้เล็งเห็นความสำคัญในการปราบปรามยาเสพติด เพื่อบรรเทาและลดปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ ที่จะตามมา ตั้งเป้าเป็น “โรงพักนำร่อง” จับกุมคดีเกี่ยวกับยาเสพติด โดย พ.ต.อ.วริทธิ์พงษ์ ทัฬหวรงค์ ผกก.สภ.ท่ามะกา อธิบายว่าปัญหาในพื้นที่ส่วนใหญ่ จะเป็นปัญหาการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น และปัญหายาเสพติด โดยปัญหาเหล่านี้ได้ทำมวลชน ดึงประชาชนให้มีส่วนร่วมในการป้องกันปราบปรามด้วย

           “สำหรับปัญหายาเสพติด ถ้าจะว่าไปแล้วในส่วนของโรงพักท่ามะกายังไม่เป็นพื้นที่ระบาดสีแดง หากจะเปรียบเทียบก็เป็นพื้นที่ประมาณสีชมพู แต่ชุดสืบสวนของโรงพักเรายังขยันทำงานอยู่เป็นประจำ สามารถจับ 5 ข้อหาหลัก นำเข้าเพื่อจำหน่าย ผลิต นำเข้าส่งออก จับกุมได้ถึง 38 เปอร์เซ็นต์ ของยอดจับยาเสพติดทั้งหมด ก็ทำให้ยาเสพติดเบาลงในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ตัวผมเองเป็นคนทำงานเพื่อความเป็นสุขของชาวบ้านในพื้นที่ และกำชับลูกน้อง เกาะติดอย่างใกล้ชิด ติดตามผล โดยถือว่าเป็นโรงพักนำร่อง ของ จ.กาญจนบุรี ที่จับยาเสพติดเกี่ยวกับข้อหาสมคบ ซึ่งได้นำเอาประสบการณ์ตอนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ จ.นครปฐม มาปรับใช้ในเรื่องของเครือข่ายต่างๆ ขยายเครือข่าย และการจับข้อหาสมคบ ต้องหาความเกี่ยวโยงกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวพันกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเรื่องของการพบปะ การติดต่อสื่อสาร หรือกระแสการเงิน กระทั่งต้องขออนุมัติ ป.ป.ส. เพื่อที่จะจับกุม” พ.ต.อ.วริทธิ์พงษ์ กล่าว

           ส่วนนโยบายในการทำงานของ พ.ต.อ.วริทธิ์พงษ์ คือ ทำให้เข้มแข็ง แต่ต้องอ่อนโยน จับให้มาก แต่อย่าเรียกร้องทรัพย์สินเงินทอง ไม่ว่าจะเป็นความผิดเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์ หรือจราจรก็ตาม ให้เน้นการบังคับใช้กฎหมาย จับได้แล้วจะมีการตักเตือน แต่เมื่อจับได้หลายครั้งก็ต้องมีการปรับปรุงตน หากเป็นการออกตรวจของสายตรวจ ไม่ได้ตรวจอย่างเดียว ต้องทำข้อมูลในการตรวจ สิ่งสำคัญก็คือ ได้พูดคุยกับประชาชน สอบถาม เกี่ยวกับรถยนต์หรือยานพาหนะที่ผ่านไปผ่านมาในยามวิกาล ว่าจะไปไหน ทำอะไร มาจากไหน ให้เปิดกระจกดูว่ามากันกี่คน ซึ่งเป็นเทคนิคการทำงานอย่างหนึ่ง รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เดินทางผ่านไปผ่านมารู้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานตลอด มีความปลอดภัยมั่นคง ขณะที่การบริหารงาน หรือควบคุมการปฏิบัติงาน นอกจากใช้งานเจ้าหน้าที่เหนื่อยแล้ว ยังให้สวัสดิการเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ โดยมีโครงการอาหารกลางวันทุกวัน ยกเว้นเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงการให้รางวัลเกี่ยวกับผลงานจับกุมยาเสพติด อย่างเช่น การล่อซื้อยาบ้า ให้รางวัลละ 1,500 บาท โดยในแต่ละเดือนมีเจ้าหน้าที่ได้รางวัลประมาณคนละนับหมื่นบาท

           คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในพื้นที่นั้นๆ ไม่มีปัญหายาเสพติด แต่เชื่อว่าการเข้าใจและเข้าถึงประชาชนของตำรวจ รวมทั้งมีการเข้มงวดกวดขันยาเสพติดอย่างจริงจัง ก็จะได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ปัญหายาเสพติดจะไม่หมดไปเป็นพื้นที่สีขาวในคราวเดียว ก็น่าจะทุเลาเบาบางลงไปมาก อันจะส่งผลให้ปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ ลดลงตามกันไป และประโยชน์ที่จะตามมาคือความสงบสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน