
ตำรวจนอกกรอบ
ตำรวจนอกกรอบ : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข
ความซับซ้อนย้อนแย้งของสังคมเป็นสิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยยังมองไม่เห็น และคนจำนวนมากไม่ได้ตั้งคำถามเพื่อให้ได้คำตอบถึงรากเหง้าที่มาเชิงสาเหตุที่แท้จริง เชื่อไปตามกระแสและสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเท่านั้น ธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ทำให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยใช้วิธีการ “สร้างภาพ” เพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือมุ่งหวังสร้างกระแสใหม่มาเบี่ยงเบนกระแสเดิมที่ดำรงอยู่
ด้วยเหตุเช่นนี้เองที่ทำให้ “จอมโปรเจกท์” และ “จอมอีเวนท์” เกิดขึ้นมากมายในโลกของตำรวจ (และโลกของข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรม อื่นๆด้วยเช่นกัน)
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมกลุ่มย่อยในรูปแบบทำงานฉาบฉวยผ่านการผลิตสร้างโครงการที่ฉาบฉวยไร้รากเพื่อหวังสร้างกระแสผ่านการแถลงข่าวนั้น นอกเหนือจากไม่ได้ก่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการทำงานแต่อย่างใดแล้ว ยังสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลแก่ต้นทุนที่มีอยู่ในกระบวนการทำงานดั้งเดิมด้วย ยกตัวอย่างเช่น ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของสถานีตำรวจ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต่ำอยู่แล้วในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุผลในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจะต้องถูกดึงไปใช้ในการดำเนินการตามโครงการ และอีเวนท์ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ที่ตรงกับภารกิจ รวมถึงไม่มีหนทางในการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างยั่งยืนด้วย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล รอง ผอ.ด้านวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ได้ให้ความสำคัญในการสร้างชุมชนให้มีความปลอดภัยอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำเรื่องกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม กล่าวคือ ความปลอดภัยหรือความเสี่ยงที่ดำรงอยู่ในสังคมไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกๆ คนที่อยู่ในชุมชน
ตำรวจ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่รู้เรื่องความเสี่ยง(ภัย)ที่เกิดขึ้นในชุมชนมากกว่าชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในชุมชนนั้น และระยะเวลาที่ผ่านมานับศตวรรษได้พิสูจน์ให้เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมแล้วว่า เพียงลำพังตำรวจนั้น ไม่สามารถที่จะป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างสำเร็จอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันที่อาชญากรรมมีรูปแบบที่ซับซ้อน เปลี่ยนแปลงและทวีความรุนแรงมากขึ้นนั้น ตำรวจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างมากในการปฏิบัติงาน
ตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม (ตมอ.) เป็นโครงการวิจัยเชิงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและยุทธศาสตร์ในการร่วมคิด ร่วมแรง ร่วมใจระหว่างตำรวจและประชาชนในแต่ละพื้นที่ในการป้องกันอาชญากรรมอย่างยั่งยืน ไม่ใช่มุ่งหวังเพียงแค่การสันทนาการ ดีดสีตีเป่า ร้องรำทำเพลง หรือการพาอาสาสมัครตระเวนตรวจตราจุดที่ตำรวจคิดว่าเสี่ยงต่อการก่อเกิดอาชญากรรม แต่เป็นการที่ตำรวจระดับผู้นำหน่วยจะต้องเริ่มต้นจากการพยายามคิดหายุทธศาสตร์ในการดึงสมรรถนะของประชาชนในพื้นที่มาร่วมคิด วิเคราะห์ วางแผน และดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในชุมชนของพวกเขาเองในรูปแบบเชิงรุก และหยั่งราก
การทำงานที่มิได้หวังเพียงแค่ให้ประชาชนรัก แต่หวังถึงขั้นทำให้ประชาชนตระหนัก คิด และร่วมมืออย่างแท้จริง (engangement) เสมือนหนึ่งว่า “ประชาชน คือ ตำรวจ และตำรวจคือ ประชาชน” จึงมิใช่เรื่องง่ายๆ แต่เป็นโจทย์ท้าทายทีมงานกองบังคับการตำรวจนครบาล 3 ที่มีผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่าง พล.ต.ต.ดร.ชัยพร พานิชอัตรา ผบก.น.3 ว่าจะนำพาขุนพล พ.ต.อ.กัญชล อินทราราม ผกก.สน.มีนบุรี พ.ต.อ.สันทัด ลยางกูร ผกก.สน.ร่มเกล้า และ พ.ต.อ.สาโรช ขวัญบุญจันทร์ ผกก.สน.ลาดกระบัง ร่วมพิสูจน์ฝีมือตำรวจนครบาลให้สังคมชื่นชมได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่ ?



