คอลัมนิสต์

น้ำมันกับน้ำแล้ง

น้ำมันกับน้ำแล้ง

19 ม.ค. 2559

น้ำมันกับน้ำแล้ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 19 มกราคม 2559

           แม้ประเทศไทยในยามนี้ จะตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าวิตกอันเนื่องมาจากภัยแล้งที่มีแนวโน้มชัดเจนแล้วว่า จะรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เริ่มมีเสียงพูดกันว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ภาคอุปโภคบริโภคควรจะต้องใช้น้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรของส่วนรวมกันอย่างประหยัด แม้ว่ากลุ่มผู้ใช้น้ำเหล่านี้จะมีความสามารถในด้านกำลังซื้อและการเข้าถึงทรัพยากรได้ไม่ยากเย็นอะไรนัก แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น ก็กำลังสะท้อนให้เห็นว่า เราควรจะต้องพูดถึงมาตรการประหยัดในทุกๆ ด้านไปพร้อมๆ กันหรือไม่ โดยเฉพาะการใช้สอยสิ่งที่ต้องซื้อหามา และเป็นการเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมในเวลาเดียวกัน อย่างเช่นน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ดูเหมือนว่า ทุกวันนี้ ผู้ใช้รถใช้ถนนกำลังเพลิดเพลินไปกับราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในช่วงขาลง จะหมดความระมัดระวังที่จะใช้อย่างมีสติตามความจำเป็น

           ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงต่ำกว่าบาร์เรลละ 30 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดที่สถานีบริการลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันจันทร์ได้ประกาศลดราคาลงอีกลิตรละ 40 สตางค์ทุกชนิด ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมได้รับเสียงตอบรับด้วยความยินดีจากผู้ใช้รถใช้ถนนที่เคยต้องลำบากกับราคาน้ำมันลิตรละครึ่งร้อยมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ว่ากันว่า ปัญหาจราจรที่กลับมาเข้าขั้นวิกฤติอีกครั้งในกรุงเทพมหานคร ปัจจัยหนึ่งก็เป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ถูกลงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่า ราคาจะตกต่ำลงอีกนานนับปี ยังผลให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันกันอย่างไม่บันยะบันยัง ขณะที่มีเสียงเรียกร้องจากบางส่วนแต่ก็คงไม่ดังพอว่า เราควรจะชะลอการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันลงเพื่อประโยชน์ในด้านการสร้างวินัยประหยัด และอีกทางหนึ่งก็เพื่อเก็บเงินส่วนต่างไปใช้ประโยชน์ในยามวิกฤติ ไม่เฉพาะแต่เมื่อราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้นอีกเท่านั้น

           แม้ราคาน้ำมัน กับปัญหาแล้งน้ำในปีนี้จะเป็นคนละเรื่องกัน หากแต่มีอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งสังคมไทยอาจจะหลงลืม หรือว่าไม่เคยได้รับการเอาใจใส่ สร้างวัฒนธรรมขึ้นมาอย่างจริงจังตั้งแต่ต้น นั่นก็คือการนิสัยประหยัด เช่นนี้นี่เอง มาตรการรับมือกับปัญหาภัยที่กำลังเป็นวิกฤติของชาติจึงพูดถึงเรื่องการประหยัดน้ำในภาคอุปโภคบริโภคอย่างจริงจังน้อยมาก หรือจัดเอาไว้ในลำดับท้ายสุดของสถานการณ์ สังคมไทยจึงเกิดภาพสองมาตรฐานของการใช้น้ำขึ้นมา กล่าวคือ บรรดาชาวนาชาวไร่ถูกขอร้องแกมบังคับให้หยุดทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการใช้น้ำมากๆ เช่น ทำนาปรัง แต่กลับกัน สังคมเมืองยังคงใช้น้ำกันอย่างฟุ่มเฟือย เช่น น้ำในสนามกอล์ฟ น้ำในสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สถานบริการ ล้างรถ หรือแม้แต่น้ำกินน้ำใช้ในชีวิตประจำวัน แม้ว่า เมื่อนำไปเทียบกับปริมาณน้ำที่ใช้ไปในการเกษตรจะถือว่าน้อยมาก แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะอนุญาตใช้น้ำกันได้อย่างไม่ระมัดระวัง

           ตัวอย่างจากราคาน้ำมัน และปัญหาภัยแล้ง น่าจะเป็นเข็มทิศนำทางไปสู่การสร้างวินัย สร้างค่านิยมใหม่ๆ ขึ้นในสังคมไทย อย่างเช่นที่กล่าวมาก็คือ การสร้างนิสัยให้เกิดเป็นวัฒนธรรมประหยัดใช้ทรัพยากร โดยที่รัฐหรือแม้แต่กลไกราคาในทางการตลาดไม่จำเป็นต้องเข้ามาเป็นตัวกำหนดหรือบังคับ อย่างเช่น การประกาศขึ้นราคาน้ำประปา มาตรการปล่อยน้ำเป็นเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครก็ไม่อยากจะให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับราคาน้ำมันที่เคยสูงถึงลิตรละครึ่งร้อยบาท แต่ทุกคนก็ผ่านพ้นวิกฤติอันยากลำบากนั้นมาได้ นั่นย่อมแสดงเห็นว่า การประหยัดช่วยฝ่าฟันวิกฤติได้จริงๆ เช่นเดียวกับวิกฤติการณ์ภัยแล้งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยการสร้างขนบใหม่ๆ ขึ้นมา