
ความล้มเหลวของมหาวิทยาลัยไทย?
ความล้มเหลวของมหาวิทยาลัยไทย? : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา
มหาวิทยาลัยไทยในยุคที่พนักงานมีจำนวนมากกว่าข้าราชการ ยุคที่ออกนอกระบบ ยุคของการประกันคุณภาพและประเมินหลักสูตรที่ทำกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แทนที่จะมีข่าวดีๆแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือการช่วยเหลือสังคม กลับมีแต่ข่าวปัญหาในระบบบริหาร ความไม่โปร่งใสและส่อเค้าทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆ มหาวิทยาลัยไทยใน พ.ศ.นี้ แทนที่จะเป็นที่พึ่งพาของสังคม ประเทศชาติ กลับเอาตัวเองยังไม่ค่อยรอด
ปัญหาที่ว่า เกิดขึ้นทั้งในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการโดยรัฐมนตรี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ประกาศใช้มาตรา 86 เข้าควบคุมดูแลการบริหารของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังจากที่มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้บริหารมานานวัน
มหาวิทยาลัยเป็นชุมชนทางวิชาการ เป็นที่อยู่ของเหล่านักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และเป็นสถานที่ผลิตปัญญาชนออกมารับใช้ประเทศ แทนที่จะทำหน้าที่และบทบาทของตัวเองอย่างสมศักดิ์ศรี ตามที่สังคมเชื่อมั่นและคาดหวัง แต่ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยไทยกลับกลายเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของผู้บริหาร และกลายเป็นสถานที่กอบโกยหาผลประโยชน์ของข้าราชการและพนักงานที่เห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ในขณะที่ฝ่ายตรวจสอบกลับอ่อนเปลี้ยเพลียแรง และไม่อาจทนต่อแรงเสียดทานของฝ่ายกุมอำนาจได้
มหาวิทยาลัยไทยแต่ละแห่งมีจุดแข็งตรงที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ค่อนข้างมีอิสระในการดำเนินกิจการของตัวเอง ภายใต้พระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง การที่กฎหมายเปิดช่องให้มหาวิทยาลัยสามารถบริหารงานของตนได้อย่างอิสระและคล่องตัว เพื่อการพัฒนาและประโยชน์สูงสุดของแต่ละสถาบัน กลับกลายเป็นว่า ได้เปิดช่องทางให้คนบางกลุ่มเข้ามาสถาปนาอำนาจและแสวงผลประโยชน์ โดยผ่านการสมรู้ร่วมคิดกับกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งต่างฝ่ายต่างตอบแทนในเรื่องผลประโยชน์และข้อต่อรองต่างๆ
โดยหลักการ กรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งมักจะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ อันเป็นบุคคลภายนอก กับกรรมการที่มาจากตัวแทนของคนในมหาวิทยาลัยเอง รวมทั้งอธิการบดี ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดในสถาบันนั้นๆ มีบทบาทหน้าที่ในการควบคุมนโยบายและดูแลให้คำปรึกษาในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย กรรมการสภาฯ มีอำนาจในการพิจารณาเห็นชอบและแต่งตั้งอธิการบดี ตลอดจนคณบดีหรือผู้บริหารในตำแหน่งเท่าเทียมกัน จึงเปรียบเสมือนฝ่ายที่คอยกำกับควบคุมให้มหาวิทยาลัยเดินไปในแนวทางที่ถูกต้อง อาจเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อนโยบายหรือโครงการต่างๆ อย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จ เพราะ สกอ.เองไม่ได้เข้าไปล้วงลูกหรือกำกับอย่างใกล้ชิด
นั่นคือหลักการที่ดูจะชอบธรรมและมีกฎระเบียบ กลไกต่างๆ คอยควบคุมกำกับอีกทีหนึ่ง แต่มหาวิทยาลัยไทยในยุคนี้กลับอ่อนเปลี้ยเพลียแรง จากการสมคบคิดของฝ่ายผู้บริหารกับฝ่ายควบคุมกำกับ พวกเขาร่วมหัวจมท้ายกันฉกชิง ปล้นชิงผลประโยชน์จากมหาวิทยาลัย ด้วยกลไกอำนาจอันยอกย้อนและฉ้อฉล เอาง่ายๆ กันก็คือ กรรมการบริการมหาวิทยาลัยเป็นผู้เสนอชื่อและสรรหากรรมการสภา เพื่อให้กรรมการสภามาแต่งตั้งอธิการบดีและผู้บริหารต่างๆ ใครจะได้เป็นอธิการบดีหรือคณบดี ก็ต้องมาจากความเห็นชอบของสภา ถ้าสภา ไม่เอาด้วยก็ไม่มีสิทธิ์ แม้จะมีคุณสมบัติครบถ้วนเลิศเลอเพียงใดก็ตาม
ปัญหาของมหาวิทยาลัยทุกวันนี้คือ คนที่กระสันอยากเป็นอธิการบดีมักจะวางแนวทางในการสืบทอดอำนาจและอยู่ในตำแหน่งให้นานที่สุด พวกเขาจึงซ่อมสุมกำลังโดยการคัดเลือกและแต่งตั้งคนของตัวเองมาเป็นผู้บริหารในระดับรอง เช่น คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก พร้อมกับดึงคนเหล่านี้มาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในขณะเดียวกันก็เข้าไปดึงเอากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาสนับสนุนทีมงานของตัวเอง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนตั้งแต่อามิสตอบแทนในรูปแบบต่างๆ กรรมการสภามหาวิทยาลัยก็เลยกลายเป็นสภาต่างตอบแทนกันโดยทั่วหน้า กลายเป็นโมเดลอัปรีย์ที่เกิดขึ้นไปเกือบทุกสถาบัน และนี่คือวงจรอุบาทว์ที่นับวันจะกัดกร่อนคุณภาพมหาวิทยาลัยให้ดิ่งลงเหวไปตามๆ กัน
หันมาดูอาจารย์และบุคลากรในมหาวิทยาลัยในยุคของพนักงาน ก็กลับหาคนจริง ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมแทบจะไม่ได้ พวกเขาไม่เป็นข้าราชการ จึงรู้สึกไม่มั่นคงในตำแหน่งหน้าที่ พวกเขาต้องเอาตัวรอดด้วยการสยบสมยอม หรือไม่ก็เพิกเฉยต่อความเลวร้ายที่เกิดขึ้น ยิ่งพวกเขาอ่อนแอ พวกผู้บริหารกังฉินก็ยิ่งย่ามใจ ทำอะไรเลยเถิดตามอำเภอใจ จนกลายเป็นข่าวฉาวดังที่เราเห็นๆ
ถ้ามหาวิทยาลัยล้มเหลว แล้วสังคมของเราจะเหลืออะไรในวันข้างหน้า?



