
ห้วงเวลาแห่งวิกฤติ
ห้วงเวลาแห่งวิกฤติ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2559
ถึงแม้ว่า สถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่อง ระหว่างปี 2558-2559 จะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าจะเข้าขั้นวิกฤติอย่างรุนแรงนับเนื่องตั้งแต่สิ้นสุดฤดูฝนเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ทว่า การใช้มาตรการต่างๆ ในอันที่จะรับมือกับพิบัติภัยครั้งนี้ก็ยังเป็นที่หวั่นเกรงกันว่า จะไม่สามารถยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นก็เพราะว่า ทรัพยากรน้ำที่เหลืออยู่ในระบบที่จะถูกนำมาบริหารจัดการตามความจำเป็นเร่งด่วนและเฉพาะหน้าเสียใหม่นั้น กำลังจะถูกแย่งชิงกันถึงขนาดเข้าสู่ภาวะสงครามน้ำ รบราฆ่าฟันกันเลยทีเดียว ด้วยเหตุที่ภาคเกษตรกรรมได้ยอมเสี่ยงทำการเพาะปลูกไปก่อนหน้า เพราะคำประกาศของกรมชลประทานที่ห้ามทำนาปรังในเขตชลประทานนั้น เอาเข้าจริงก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเข้มงวดทั่วถึงและเป็นรูปธรรม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ได้ให้นโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำมานานหลายเดือนแล้วว่า จะต้องจัดความสำคัญน้ำอุปโภคบริโภคไว้ในอันดับหนึ่ง ส่วนกิจกรรมอื่นๆ นั้นให้งด ซึ่งต่อมากรมชลประทานได้แปลงเป็นประกาศที่ฟังดูเหมือนจะเข้มงวด ถึงลูกถึงคน อย่างเช่น การสั่งปิดประตูระบายน้ำต่างๆ ที่เคยเปิดสู่คูคลองส่งน้ำไปเพื่อใช้แบบอเนกประสงค์ ให้สามารถจัดการได้ว่า จะปล่อยน้ำไปเพื่อการผลิตประปาเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงก็คือ ริมคูคลองต่างๆ นั้นเต็มไปด้วยแปลงเกษตรกรรม และเครื่องจักรเพื่อสูบน้ำเข้าสู่ที่ดินของตนเอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ จึงมีผู้เสนอว่า ควรจะต้องใช้กฎหมายพิเศษเพื่อควบคุมการใช้น้ำอย่างเข้มงวด และเพื่อป้องกันการแย่งชิงน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้
กล่าวสำหรับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค มีรายงานจากการประปาส่วนภูมิภาคว่า ขณะนี้น้ำดิบหรือน้ำท่าในแม่น้ำธรรมชาติที่จะนำมาใช้ผลิตเริ่มมีรสเค็มที่รับรู้ได้แล้ว อย่างเช่นน้ำในแม่น้ำบางปะกง ที่น้ำทะเลหนุนสูง และน้ำจืดจากต้นทางมีไม่เพียงพอที่จะผลักดันได้ตามปกติในช่วงฤดูแล้งอย่างที่ผ่านๆ มา ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็คือ ดึงน้ำจืดจากลุ่มน้ำอื่นเข้ามาเติมเพื่อผลักดันน้ำเค็ม จนสามารถผลิตน้ำประปาได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายในเวลาที่คาดการณ์เอาไว้ ก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งจะต้องหันไปพึ่งพาแหล่งน้ำจืดอื่นๆ เช่น แก้มลิงที่มีอยู่ในหลายพื้นที่ อย่างเช่น บึงพระราม 9 ที่ จ.ปทุมธานี ที่สามารถใช้ได้ทั้งเพื่อการเกษตรและนำมาผลิตน้ำประปา
ระยะเวลานับจากนี้อย่างน้อย 4 เดือนเต็มๆ ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยแล้งอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในรอบ 50 ปี ซึ่งถึงนาทีนี้ ชัดเจนแล้วว่า ภาครัฐจะต้องบริหารจัดการน้ำสำรองที่เหลืออยู่น้อยมากไว้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียว ขณะที่มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรก็ต้องมีตามสมควรแก่กรณี พร้อมกับให้การสนับสนุนกลุ่มที่พยายามช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด อย่างเช่น กลุ่มปลูกพืชทนแล้ง ใช้น้ำน้อย หรือกลุ่มที่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเองหรือในระดับชุมชน ให้สามารถนำน้ำมาใช้ได้ ด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกที่สุด อย่างเช่น การขุดบ่อบาดาล หรือใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็กจากแหล่งน้ำที่เหลืออยู่ตามธรรมชาติ โดยไม่เบียดบังน้ำที่ปล่อยออกมาเพื่อการอุปโภคบริโภค



