คอลัมนิสต์

บทเรียนจากสวนยาง

บทเรียนจากสวนยาง

14 ม.ค. 2559

บทเรียนจากสวนยาง : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

            ได้ข้อยุติไปแล้วในระดับหนึ่ง สำหรับการเจรจาระหว่างตัวแทนชาวสวนยางกับฝ่ายรัฐบาล ข้อสรุปอยู่ที่รัฐจะเพิ่มปริมาณในการรับซื้อยางเพิ่มเป็น 1 แสนตัน ราคาน่าจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท พร้อมกับจ่ายค่าชดเชยให้ชาวสวนไร่ละ 1,500 บาท แต่ละครัวเรือนไม่เกิน 15 ไร่ พร้อมกับหาทางนำเอายางพาราไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ ให้หลากหลายและเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น มาตรการนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนในระยะยาวนั้น ยังมองไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน

            วิกฤติราคายางพาราเที่ยวนี้ คงไม่มีเกษตรกรภาคใดกระเทือนมากเท่ากับชาวสวนยางในภาคใต้ ยุคทองของพวกเขาได้ปิดฉากลงไปแล้ว ในขณะชีวิตที่เปลี่ยนไปก็คงจะยากที่จะหวนกลับไปสู่สภาพเดิมๆ แต่ก่อนชาวสวนยางภาคใต้พากันกระหยิ่มยิ้มย่อง และขยายพื้นที่สวนยางกันอย่างต่อเนื่อง ช่วงราคายางแพงมากๆ ชาวสวนยางเหมือนราชา ขณะที่ชาวนาเหมือนยากจก ชาวสวนยางดูจะเชื่อมั่นว่า เส้นทางอันรุ่งโรจน์ของพวกเขาจะสืบเนื่องต่อไป แต่เมื่อถึงวันนี้ ทุกอย่างได้กลับหน้ามือเป็นหลังมือ

            ประวัติศาสตร์ของยางพาราในประเทศไทย เคยมีใครเขียนไว้หรือไม่ยังไม่ได้สำรวจ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชาติและการพัฒนาประเทศอย่างแนบแน่น ยางพารายังเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อหลอมและประกอบสร้างอัตลักษณ์ของชาวสวนยางให้ต่างไปจากเกษตรกรประเภทอื่น ชาวสวนยางในยุคยางราคาดีออกจะเย่อหยิ่งและเชื่อมั่นในวิถีของตนเอง ประวัติศาสตร์ของยางพาราในเมืองไทย เป็นประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมืองและสังคม เป็นประวัติศาสตร์ของความรุ่งโรจน์ เสื่อมถอยและเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด ความล้มเหลวของเศรษฐกิจสวนยาง คือความล้มเหลวและผิดพลาดของภาครัฐ

            นี่คือความจริงที่เราต้องกลับมาย้อนมอง ความผิดพลาดในครั้งนี้มีปัจจัยและตัวแปรมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าจะถอดบทเรียนกันจริงๆ สกัดแก่นสาเหตุออกมาทีละประเด็นๆ ก็จะพบต้นเหตุแห่งปัญหา ลำพังเกษตรกรชาวสวนยางเองพวกเขาเป็นเพียงผู้ประกอบสัมมาอาชีพ แต่คนที่ต้องคอยดูแลประคับประคองก็คือหน่วยงานของรัฐที่เข้ามารับผิดชอบ ไล่มาตั้งแต่นโยบายของรัฐบาลที่เสมือนเข็มทิศชี้นำ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ดูแลการผลิตและพัฒนาคุณภาพ กระทรวงพาณิชย์ผู้ดูแลเรื่องกลไกการตลาด การส่งออก กระทรวงการต่างประเทศที่คอยจับตาทิศทางในระดับนานาชาติ หรือแม้แต่หน่วยงานที่ศึกษาวิจัย ซึ่งทุ่มเทงบประมาณไปไม่ใช่น้อยในการวิจัยพัฒนาการทำสวนยาง

            พูดไปก็เหมือนรื้อฝอยหาตะเข็บ รัฐบาลสมัยทักษิณเป็นตัวการสำคัญในการสร้างหายนะให้แก่ชาวสวนยางไทย ผลพวงจากนโยบายที่แฝงเร้นด้วยผลประโยชน์ ณ วันนี้ได้ผลิดอกออกผลเป็นที่ประจักษ์แล้ว สมัยทักษิณนักการเมืองหลายคนสมคบคิดกับบริษัทยักษ์ใหญ่ออกนโยบายขยายพื้นที่การปลูกยางอย่างกว้างขวาง และในทั่วทุกภาค แม้แต่ภาคอีสาน พวกเขาใช้กลไกและอำนาจที่มีอยู่หาผลประโยชน์จากการขายกล้ายางจนร่ำรวยมหาศาล ขยายพื้นที่กันไม่ลืมหูลืมตา ทั้งที่ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ เข้ามาเช่าที่ในลาวในกัมพูชาปลูกยางขนานใหญ่ แต่กระทรวงต่างประเทศของเรามองไม่เห็นเลยหรืออย่างไร หรือว่าเห็นแล้ว แจ้งแล้ว แต่นักการเมืองผู้กุมอำนาจไม่สนใจ พวกเขาคิดแต่เพียงว่า วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็เป็นเรื่องของพรุ่งนี้ แต่ ณ วันนี้กูจะต้องหาผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อให้มากที่สุด แล้วตอนนี้เป็นยังไง?

            หันมาดูกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศบ้าง เราเคยเป็นประเทศที่ปลูกยางในอันดับต้นๆ ของอาเซียน แต่เราไม่เคยมีศักยภาพในการควบคุมกลไกการตลาดและราคายางได้เลย ต้องขึ้นตรงกับบางประเทศที่เป็นพ่อค้าคนกลางที่ไม่เคยปลูกยางสักต้น คอยกำหนดราคา ชี้เป็นชี้ตาย หน่วยงานของเราเคยคิดทำอะไรที่จะให้เราเป็นผู้ได้เปรียบบ้าง ระหว่างชาวนา ชาวสวนกับการเป็นพ่อค้าคนกลาง เราเลือกที่จะย่ำอยู่กับวิถีทางแบบเดิมๆ

            มองมาทางหน่วยงานทางวิชาการบ้าง องค์กรที่ดูแลการวิจัยระดับชาติ ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลให้แก่การวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการในการผลิตยางพารา นักวิจัยรับเงินไปไม่น้อย ผลออกมาอย่างดีก็ผลิตเครื่องแคะขี้ยางออกจากกะลาเท่านั้นเอง

            มันคือบทเรียนราคาแพงที่เราต้องย้อนกลับมาทบทวน ยามที่ราคายางดิ่งลงเหวสุดโลกันต์แบบนี้ คำแนะนำที่ออกมาบอกให้ชาวสวนหันไปลูกนั่นนี่ กลายเป็นเรื่องตลกโปกฮา และฝันบ้าเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำ เป็นเพียงการแก้ปัญหา คลายปมเชือกที่ขมวดรัดคอชาวสวนเพื่อยืดลมหายใจชั่วคราวเท่านั้น แต่มรณกรรมที่แท้จริงยังรออยู่ข้างหน้า.