คอลัมนิสต์

พลิกวิกฤติ‘ยาง’เป็นโอกาส

พลิกวิกฤติ‘ยาง’เป็นโอกาส

14 ม.ค. 2559

พลิกวิกฤติ‘ยาง’เป็นโอกาส : บทบรรณาธิการประจำวันที่14ม.ค.2559

            รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ โดยมีประมาณการจากหน่วยงาน 7 กระทรวง ที่ไปสำรวจความต้องการใช้ปริมาณยางพาราของโครงการต่างๆ ในส่วนแต่ละกระทรวง ในปีงบประมาณ 2559 และ 2560 จำนวน 108,825.18 ตัน โดยใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ภาครัฐทำตามนโยบายสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ และแสดงให้เห็นปริมาณการใช้ รวมทั้งตัวเลขงบประมาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ยาง 1 แสนตัน ในช่วง 2 ปีต่อไปนี้จะถูกดูดซับออกจากตลาดยาง แม้อาจจะมีข้อปลีกย่อยในขั้นตอนปฏิบัติที่ต้องแก้ไขในเรื่องข้อระเบียบใช้จ่ายงบประมาณของแต่ละกระทรวงก็ตาม แต่ก็นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นแก้ปัญหาที่จะเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปในภายภาคหน้าได้เช่นกัน

            นายกรัฐมนตรียังได้จุดประกายถึงการขับเคลื่อนเรื่องยางพาราไปพร้อมกับการผลักดันในเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี โดยการรับซื้อยางจะนำไปหนุนผู้ประกอบการรายใหม่ให้สามารถนำไปสู่การผลิตสินค้าที่ยังไม่ต้องชำระต้นทุนคืนหรือค่ายางนั่นเองในช่วงแรก เรียกว่าเป็นการสตาร์ทอัพเอสเอ็มอี เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของธุรกิจให้สามารถเดินได้ และในบางผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นต้องใช้งานอยู่แล้ว รัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือในลักษณะ “อัฐยายซื้อขนมยาย” เช่น ถุงมือยาง หรือที่นอนยางพารา ซึ่งทหารต้องการใช้ ก็จะนำงบประมาณมาสนับสนุนสั่งซื้อจากโรงงาน ตรงนี้จะเกิดประโยชน์ในแง่กระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียนและเกิดการจ้างงานได้อีกทางหนึ่งด้วย

            วิธีการที่รัฐบาลพลิกวิกฤติเป็นโอกาสจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ด้วยการเร่งสร้างการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นเพื่อรองรับยางที่ล้นตลาดและส่งออกขายต่างประเทศในภาวะตอนนี้ได้ยาก ขณะเดียวกันดันให้เกิดอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีไปด้วยนั้น แม้ว่าเป็นแผนงานที่ดีและเกิดประโยชน์อย่างมาก แต่ในขั้นตอนดำเนินงานก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งภาครัฐเองก็รับรู้อยู่แก่ใจได้ดี และนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดถึงปมในเรื่องการรับรองมาตรฐานสินค้า การนำงานวิจัยเกี่ยวกับยางพาราต่างๆ มาต่อยอดให้เกิดผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้ เพราะลำพังยอดการสั่งผลิตจากภาครัฐคงไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมอยู่ได้อย่างยั่งยืน แต่ต้องแข็งแกร่งมีการพัฒนาสินค้าให้ตรงตามตลาดต้องการและแข่งขันทางธุรกิจได้ด้วย

            การขับเคลื่อนแผนงานให้เป็นไปตามที่รัฐบาลตั้งเป้า จึงจำเป็นต้องระดมทุกภาคส่วนของหน่วยงานเข้ามาบูรณาการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และที่สำคัญต้องได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจพิเศษที่น่าจะจัดการบริหารในสิ่งเหล่านี้ได้ และต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาโปร่งใสป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ดังเช่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีเรื่องการทุจริตทุกครั้งคราวเมื่อใช้นโยบายพยุงราคาพืชผลทางการเกษตร ดังนั้นเมื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาและเสนอทางออกในลักษณะแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน ถือเป็นภารกิจบนบ่าที่หนักหนาสาหัส โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากในอดีตที่ทำกันมา ซึ่งแม้ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม