
ปฏิรูปยางพาราไทย
ปฏิรูปยางพาราไทย : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง
ชาวสวนยางไทยในปัจจุบัน มีทั้งโชคดีและโชคร้าย กล่าวคือ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ได้ปรากฏเป็นจริงแล้ว แต่ “การยางแห่งประเทศไทย” (กยท.) ยังไม่มีบอร์ดบริหารตัวจริง และทุกวันนี้มีแค่บอร์ดบริหารชั่วคราว ที่ไม่คิดจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนยางเลย
อันที่จริง การสรรหาบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย ที่มาจากผู้แทนเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ถูกกระทรวงเกษตรฯ ประวิงเวลามาเกือบ 2 เดือน โดยที่ยังไม่เสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง อ้างอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ
ส่วนการสรรหา “ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย” ก็มีข่าวลือเรื่องการล็อกสเปก โดยอดีตนักการเมืองที่เคยครองอำนาจในกระทรวงเกษตรฯ มาอย่างยาวนาน
ด้วยเหตุนี้ สุนทร รักษ์รงค์ ผู้ประสานงานแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง จึงได้เขียนบทความเรื่อง “แผนแม่บทยางพาราไทย ฉบับชาวสวนยางคือทางออกจากวิกฤติ” ในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยช่วงเกริ่นนำ เขาได้ฉายภาพต้นตอของวิกฤติหนนี้
000
วิกฤติยางพาราไทย โดยเฉพาะปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ และไม่สามารถหาทางออกได้ แม้รัฐบาลจะพยายามอย่างไร ราคายางพาราก็ยิ่งตกต่ำ ทั้งๆ ที่เรามีเครื่องมือมากมายในการแก้ปัญหา เช่น มาตรา 44 ที่สามารถสั่งการให้หน่วยงานของรัฐใช้ยางในประเทศได้ และยังมี พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ที่ก้าวหน้า
อีกทั้งไทยยังเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก ที่มีสภาไตรภาคียาง (International Tripartite Rubber Council) มีสมาชิกอยู่ 3 ประเทศ คือไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยมีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย คือ IRCO (International Rubber Consortium Limited) แต่ไม่เคยมีพลังและสามารถเอามาใช้งานได้จริง หรือจริงๆ แล้วรัฐบาลไม่มีฝีมือในการแก้ปัญหานี้
รัฐบาลทหารมีจุดอ่อน คือขาดความรู้และความสามารถทางด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลชุดนี้ยังเต็มไปด้วยข้าราชการและอดีตข้าราชการในคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องยอมรับว่าข้าราชการเหล่านี้ก็เคยอยู่ในวงจรของสามเหลี่ยมทรราช
ประกอบด้วย “นักการเมืองโกง ข้าราชการชั่วและนายทุนเลว” และมีส่วนร่วมในการทำร้ายประเทศไทยที่ผ่านมา และข้าราชการไทย ใครก็รู้ว่ามีวัฒนธรรมสั่งการ (Top down) ไม่ค่อยฟังเสียงของประชาชน (Bottom up) มีวิชั่นเชิงรับมากกว่าเชิงรุก ที่อันตรายต่อการปฏิรูปประเทศไทยก็คือ รัฐมีมุมมองต่อพลเมืองไทยว่า “ดื้อ ชั่ว โง่ และอ่อนแอ” เลยต้องออกกฎหมาย “บังคับ ควบคุม อนุญาต และทำให้”
ปัจจุบันทุนผูกขาดรายใหญ่เข้าถึงอำนาจรัฐได้ง่าย ผ่านข้าราชการที่ทุนเหล่านี้เคยเลี้ยงดูปูเสื่อ ผ่านนักการเมือง เข้าทำนองลงทุนต่ำกำไรสูง (Low Profile High Profit) และรัฐมนตรีก็ตกอยู่ในหมากล้อมนี้ และเชื่อฟังข้าราชการอย่างไม่มีทางเลือก ในขณะที่ประชาชนเข้าถึงอำนาจรัฐได้น้อยมาก จะเคลื่อนไหวก็ถูกควบคุมด้วยกฎหมายพิเศษยุค คสช.ถูกกดดันจนใกล้ระเบิด
การจัดตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนในนาม “ประชารัฐ” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แบ่งเป็นคณะทำงานย่อย 12 ชุด จะเห็นว่ามีแค่ตัวแทนจากภาครัฐ นายทุน พ่อค้า ไม่มีตัวแทนจากภาคประชาชน เหมือนฝากปลาย่างไว้กับแมว จึงเป็นหลักฐานสำคัญ ที่รัฐบาลนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กำลังทำให้อำนาจของสังคมการเมือง (Political Society) อยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาด และรัฐบาลกำลังถอยห่างจากความเห็นค้านของภาคประชาสังคม (Civil Society) โดยที่ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดไม่กระทบกระเทือนเลย แต่ชีวิตทางเศรษฐกิจของชนชั้นล่างสังคมไทย กลับย่ำแย่และกำลังล่มสลาย
000
นี่เป็นมุมมองของนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมคนหนึ่ง อาจมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่อย่างน้อย “สุนทร” ได้ชี้เป้าไปที่ระบบราชการกับการผูกขาดของกลุ่มทุน
ไม่ว่ารัฐบาลเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง ต่างก็ยังหนีไม่พ้นกับดักความสัมพันธ์ของ “รัฐราชการรวมศูนย์” กับ “ทุนผูกขาด” ไม่ได้



