
ถอยคนละก้าว
ถอยคนละก้าว : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 12 ม.ค.2559
ความพยายามสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับคนในชาติของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 แต่งตั้งคณะทำงานสร้างความปรองดองขึ้นมาเพื่อสลายขั้วสี โดยให้ฝ่ายกฎหมายไปหารือกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาถึงความจำเป็นและเป็นไปได้ โดยคาดหวังว่าคณะทำงานปรองดองที่จะตั้งขึ้นมานี้จะเป็นจุดเริ่มในขั้นตอนของการสลายขั้วสีสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่บ้านเมือง หลังจากที่ประเทศไทยและคนไทยต้องตกหลุมของความขัดแย้งจากนักการเมืองมานานเข้าปีที่ 10 และยังไม่มีทีท่าว่าความสมานฉันท์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อใด
การปรองดองถือเป็นเรื่องใหญ่สุดและเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทยครั้งนี้ ดังนั้น ไม่ว่าจะนำคณะทำงานปรองดองไปบรรจุใส่ในรัฐธรรมนูญ ใส่ในกฎหมายลูก หรือจะใช้มาตรา 44 ก็ตาม ก็จะไม่เกิดความสำเร็จนอกจากจะต้องเริ่มจากการปฏิบัติจริง และคนที่จะปฏิบัติได้ดีที่สุดในสถานการณ์และในเวลาเช่นนี้คือพล.อ.ประยุทธ์ อีกทั้งการปรองดองไม่ใช่การนำเอาทหาร ตำรวจ ออกมาร้องรำทำเพลง หรือไปเล่นมโหรีตามสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่การลงไปพูดคุยกับชาวบ้านในตำบลต่างๆ ก็ยังไม่ใช่วิธีการปรองดองอย่างแท้จริงและยั่งยืน แต่อยู่ที่ตัวนักการเมือง แกนนำกลุ่มต่างๆ และพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งนั่นต่างหาก
หากจำกันได้ พล.อ.ประยุทธ์เคยทำมาแล้วให้มีการพูดคุยกัน และหลังการปฏิวัติวันที่ 22 พฤษภาคม แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการต่อ ดังนั้นจะต้องมีการนำแกนนำมาพูดคุยกันตรงนี้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นศิลปะที่ผู้นำประเทศต้องทำ และต้องทำอย่างจริงจังด้วยจึงจะเกิดสัมฤทธิ์ผลในทางปฏิบัติ แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่แกนนำกลุ่มการเมืองได้ปลุกระดมให้ประชาชนมาทำร้ายและเผชิญหน้าเป็นศัตรูกัน ชาวบ้านตกอยู่ในสถานะเป็นเหยื่อ ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง ภาคสังคม เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ผู้มีอำนาจต้องเร่งแก้ไข และหนึ่งในแนวทางที่ยังถกเถียงกันอยู่คือการใช้กฎหมายนิรโทษกรรม เฉพาะคดีที่ไม่เกี่ยวกับคดีเผา อาญา ฆ่าคนตาย หรือทำทุจริตโกงกิน
ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจได้มีการตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองขึ้นมาหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ผลสรุปของการทำงานก็ไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายที่เสียประโยชน์ ทำให้การทำหน้าที่สลายขั้วสีต่างๆ กลายเป็นเรื่องที่เสียทั้งเวลา งบประมาณเป็นจำนวนมาก ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันคิดหาวิธีการอย่างไรไม่ให้สังคมไทยย้อนไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกใช้ความรุนแรง หากผู้มีส่วนได้เสียและกองเชียร์แต่ละข้างยังไม่ลดทิฐิหรือถอยออกมาคนละก้าว คงเป็นเรื่องยากที่จะเป็นจุดเริ่มในการแก้ปัญหา อีกทั้งการสร้างความปรองดองจะไปมุ่งตอบสนองคนแค่กลุ่มเดียวปัญหาก็ไม่จบ เพราะไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่เป็นการต่อสู้ในเชิงความคิด จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของการให้ความเป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่ายโดยเท่าเทียมกัน



