
อินโดนีเซีย-ไทยฉลอง65ปีสัมพันธไมตรี
อินโดนีเซีย-ไทยฉลอง65ปีสัมพันธไมตรี : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
อินโดนีเซียกับไทยเพิ่งเสร็จสิ้นการฉลองครบรอบ 65 ปีของสัมพันธไมตรี น่าเสียดายที่ไม่ได้เป็นข่าว ทั้งๆ ที่ฝ่ายอินโดนีเซียโดยเฉพาะสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย พยายามทำกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์สัมพันธ์อันยาวนานของทั้งสองประเทศตลอดปี 2015
ใครก็รู้ดีว่าอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศคนเก่ง มาร์ตี นาตาลีกาวา มีศรีภรรยาเป็นคนไทย มีพ่อตาเป็นนักเขียนชื่อดังคือ คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ ซึ่งฝ่ายอินโดนีเซียให้แปลนิยาย “ปีศาจ” เป็นภาษาอินโดนีเซีย และหยิบเอาวรรณกรรมของอินโดนีเซียมาแปลเป็นไทยด้วย
ตามจริงไทย-อินโดนีเซียมีสัมพันธ์ที่ดีมากๆ ในช่วงสงครามกัมพูชา อินโดนีเซียมีบทบาทสูงในการชักจูงฝ่ายต่างๆ ของกลุ่มขัดแย้งให้มาพบกันที่เมืองโบกอร์ในปี 1988 ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาสันติภาพปารีสสามปีต่อมา หลังจากนั้นพออินโดนีเซียเป็นประชาธิปไตย สัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซียยิ่งดีขึ้นมาก เพราะประสบการณ์ไทยให้แรงบันดาลใจต่ออินโดนีเซีย มีการเรียนรู้บทเรียนประชาธิปไตยจากไทยมากมาย รวมทั้งเสรีภาพสื่อมวลชนด้วย
คนไทยไปเที่ยวกรุงจาการ์ตาจะแวะที่พิพิธภัณฑ์ใจกลางเมืองเพื่อถ่ายรูปช้างทองเหลืองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเป็นของขวัญในตอนเยือนเมืองปัตตาเวีย
อินโดนีเซียเป็นประเทศอันดับแรกที่ไทยให้ความไว้วางใจที่สุดในอาเซียน ตอนที่สถานทูตไทยที่กรุงพนมเปญถูกเผาในปี 2003 จนมีการอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตออกมา รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้สถานทูตอินโดนีเซียในกรุงพนมเปญ เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของประเทศไทย ในช่วงที่ไทยกับกัมพูชาพยายามตกลงกันเรื่องข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยได้เสนอให้ส่งผู้สังเกตการณ์จากอินโดนีเซียเข้าไปในพื้นที่ที่มีปัญหา ปรากฏว่าฝ่ายกัมพูชาตอบรับอย่างดี น่าเสียดายที่ฝ่ายทหารไทยไม่เห็นด้วย ทั้งๆ ที่กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้เสนอไอเดียนี้
ในประวัติศาสตร์ไทย-อินโดนีเซียที่รู้จักกันดีว่า รัชกาลที่ 5 ในช่วงที่ทรงพระเยาว์ได้เสด็จประพาสบาหลีถึงสองครั้ง เพื่อศึกษาการปกครองและสาธารณสุข รวมทั้งชลประทานที่ประเทศฮอลแลนด์ได้ใช้ในอินโดนีเซียซึ่งเป็นอาณานิคมอยู่ในตอนนั้น ทำให้ไทยได้รับบทเรียนที่มีคุณค่าซึ่งต่อมากษัตริย์ไทยได้นำมาใช้เพื่อปกป้องอิสรภาพของประเทศไทย
ในช่วงปีกว่าๆ ที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีวิโดโด โจโกวี ได้เข้ามาเป็นผู้นำ สัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซียเสื่อมลงทันที เนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซียออกกฎหมายเข้มทำโทษเรือประมงจับปลาผิดกฎหมายในน่านน้ำของอินโดนีเซีย ที่ฝ่ายไทยไม่พอใจคือ อินโดนีเซียได้ยึดเรือประมงต่างประเทศเหล่านี้มาประจานแล้วสั่งให้ระเบิดทิ้งกลางทะเลกว่า 50 ลำ มีทั้งของจีน เวียดนาม มาเลเซีย และไทย ส่วนใหญ่เป็นเรือมาเลเซีย
ในขณะนี้ยังมีเรือประมงไทยอีกห้าสิบกว่าลำที่ถูกทางการอินโดนีเซียยึดและตั้งใจจะระเบิดทิ้ง เหตุการณ์นี้ทำให้สัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซียตึงเครียด ถือว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ กระทรวงต่างประเทศไทยได้เรียกทูตอินโดนีเซีย นายราอูฟ ลูตฟี่ เข้าพบและขอคำชี้แจงถึงสี่ครั้ง ทางฝ่ายอินโดนีเซียตอบว่าประธานาธิบดีวิโดโดต้องการปกป้องทรัพยากรทางทะเลของประเทศ เพราะที่ผ่านมาเรือประมงต่างประเทศชอบเข้ามาขโมยจับปลาของอินโดนีเซียเป็นประจำ จึงมีความจำเป็นที่ต้องเข้มงวดตรวจจับเรือประมงที่ลักลอบเข้ามาน่านน้ำของอินโดนีเซีย ทูตคนนี้แอ็กทีฟมากในด้านการส่งเสริมมิตรภาพไทย-อินโดนีเซีย จนได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยานเรศวร จ.พิษณุโลก
ในปัจจุบันมีคนอินโดนีเซียเข้ามาไทยปีนี้ประมาณสี่แสนกว่าคน ส่วนใหญ่มาเที่ยว มากินและช็อปปิ้ง คนอินโดนีเซียชอบของใช้และของกินไทย นอกจากนั้น อินโดนีเซียถือว่าเป็นตลาดใหญ่ของเรื่องสุขภาพอีกด้วย คนมีสตางค์เริ่มเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลไทย อย่าลืมอินโดนีเซียมีชนชั้นกลางถึงสี่สิบกว่าล้านคน นับว่าใหญ่ที่สุดในอาเซียน
กระทรวงต่างประเทศไทย น่าจะให้ความสำคัญสัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซียมากกว่านี้ เรื่องระเบิดเรือประมงเป็นความจำเป็นทางด้านการเมืองภายใน ในวงการประมงเป็นที่รู้จักกันดีว่าเรือประมงจากไทย มาเลเซีย จีน เวียดนาม มักแอบเข้าไปจับปลาผิดกฎหมายเสมอ
ขณะนี้ไทยเรายังไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ในฐานะที่ประธานาธิบดีวิโดโดมีภาพลักษณ์เป็นผู้นำประชาธิปไตยของอาเซียน คงยังไม่มีหมายกำหนดการมาเยือนไทย ต้องติดตามดู เพราะประชาคมอาเซียนมาถึงแล้ว ตัวจักรสำคัญต่อการเสริมสร้างประชาคมนี้คือไทยและอินโดนีเซีย ถ้าความร่วมมือของสองประเทศนี้ไม่ดี อนาคตประชาคมอาเซียนจะไปไม่รอด



