คอลัมนิสต์

วันเด็กของผู้ใหญ่

วันเด็กของผู้ใหญ่

11 ม.ค. 2559

วันเด็กของผู้ใหญ่ : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา

           วันเด็กผ่านไปแล้ว วันเด็กในยุครัฐบาลทหารมีกลิ่นอายและบรรยากาศต่างไปจากรัฐบาลที่มาจากพลเรือน เหล่าทัพต่างขนอาวุธยุทโธปกรณ์ออกมาให้เด็กได้ชมและปีนป่าย ผู้นำรัฐบาลออกคำขวัญวันเด็ก ที่โดนกระแนะกระแหนจากฝ่ายไม่ชอบหน้าต่างๆ นานา อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นวันเด็กในยุคของรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มันก็หาใช่วันเด็กของเด็กอย่างแท้จริง แต่มันเป็น “วันเด็กของผู้ใหญ่” เสียมากกว่า

           เหตุผลที่บอกว่าเป็น “วันเด็กของผู้ใหญ่” ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับวันเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคำขวัญที่ต้องมีประจำแต่ละปี การจัดกิจกรรมให้เด็กได้ออกมาสนุกสนาน ไปทัศนศึกษา แจกของขวัญของกิน หรือการพาไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ ต่างก็มาจากความคิดของผู้ใหญ่ พวกเขาไม่ถามด้วยซ้ำว่าเด็กๆ อยากดูรถถัง เรือบินรบกันหรือเปล่า อยากได้นั่นได้นี่ที่ผู้ใหญ่ใจดีสรรหามาให้หรือเปล่า หรือแม้แต่จะถามกันอย่างจริงๆ จังๆ ว่า ในวันเด็กแห่งชาติประจำปี เด็กกลุ่มไหน อยากได้อะไรบ้าง แน่นอน เด็กๆ ลูกคนตัดอ้อยเร่ร่อนในภาคอีสาน คงมีความปรารถนาที่ต่างไปจากเด็กๆ ที่มาจากครอบครัวชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ เด็กชาวดอยกับเด็กในสลัมก็คงอยากได้ใคร่มีที่แตกต่างกันออกไป

           หากพิจารณาสิ่งที่ผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายพากันสรรหามาให้เด็กในวันเด็กแห่งชาติแต่ละปี จะเห็นได้ว่ามีทั้งวัตถุข้าวของ ของกินของใช้ การจัดกิจกรรมสนุกสนานและให้ความรู้ ทั้งหมดกลายเป็นแบบแผนประเพณี ที่ปฏิบัติตามๆ กันมา ของเหล่านี้เมื่อผ่านวันเด็กไป ก็จะหมดความหมายในทันที จะเหลืออยู่ก็คือความประทับใจและความทรงจำที่เด็กๆ แต่ละคนได้รับมากน้อยกันไป

           กิจกรรมอันเป็นแบบแผนประเพณีเหล่านี้ หากดูให้ดีก็เป็นเรื่องพื้นๆ ที่จัดให้เด็กตามมุมมองว่าเด็กในประเทศนี้มีสภาพเหมือนๆ กันหมด ไม่ได้คำนึงว่า ในความจริงเด็กในประเทศของเรายังมีสภาพความเป็นอยู่ที่แตกต่าง เรามีทั้งเด็กประเภท “คุณหนู” ที่มาจากครอบครัวคนชั้นสูง มีเด็กที่เป็นลูกคนชั้นกลาง มีเด็กสลัม เด็กเร่ร่อน เด็กพิการ เด็กกำพร้า เด็กในพื้นที่ชายแดน เด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรมจากผู้ใหญ่ ฯลฯ ของขวัญวันเด็กที่เรามอบให้เด็ก จึงไม่ได้จำเพาะเจาะจงไปที่สภาพของเด็กแต่ละกลุ่ม เป็นเรื่องเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ ไม่ต้องดูอะไรมาก คำขวัญวันเด็กที่นายกรัฐมนตรีแต่ละคนมอบให้เด็ก ก็เป็นเพียงภาพสะท้อนความคิดและความคาดหวังที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็นอย่างไรในความคิดของตัวเอง จะว่าไปแล้ว คำขวัญวันเด็กก็คือภาพแทนการใช้อำนาจแบบหนึ่ง ที่ผู้ใหญ่มีต่อเด็กนั่นเอง

           มองแบบต่างมุม การจัดกิจกรรมวันเด็ก จึงเป็นเพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ได้สนุกสนาน ได้ของขวัญประเภทขนมขบเคี้ยว สมุด ดินสอ และทัศนศึกษาเสียมากกว่า แต่ไม่ได้มองไปว่า ของขวัญวันเด็กที่จะให้เด็กนั้น จะพัฒนาเด็กและเยาวชนของเราให้มีชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพที่ดีได้อย่างไรในอนาคต เรายังมีปัญหาเกี่ยวกับเด็กๆ อยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการละเมิดสิทธิของเด็กที่เกิดขึ้นเป็นข่าวรายวัน

           อันที่จริงของขวัญวันเด็กที่ผู้ใหญ่ควรจะให้ ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพียงแค่นำปฏิญญาสากล 10 ข้อเอามากางดู แล้วพิจารณากันให้ถ่องแท้ว่า ยังมีข้อใดบ้างที่เรายังไม่ได้ทำ ซึ่งพอดูๆ แล้ว เรายังมีปัญหาในทุกๆ ข้อ ของขวัญวันเด็กในแต่ละปี อาจนำปัญหาดังกล่าวมาจัดการแก้ไข ออกกฎหมาย มาตรการ หรือวิธีการที่จะขจัดปัดเป่าปัญหานั้นๆ ให้ทุเลาลง มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือนักวิชาการออกมาประชุม สัมมนา หาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เราจะทำอย่างไรที่จะให้การกระทำทารุณกรรมเด็กและเยาวชนหมดสิ้น เราจะทำอย่างไรกับอคติและการกีดกันเด็กในแต่ละเชื้อชาติ ที่ยังดำรงอยู่ในสังคมให้ลดน้อยลงไป ทั้งหมดนี้ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้ว

           ถ้าสังคมตระหนักในเรื่องนี้และคิดว่าการดูและคุ้มครองเด็กๆ เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคนในสังคม ทุกฝ่ายต้องมีพันธกิจในการช่วยเหลือเด็กของเราให้มีคุณภาพชีวิต มีโอกาสที่ดีขึ้นในทุกด้าน นั่นแหละจะเป็นของขวัญวันเด็กที่แท้จริงที่เด็กๆ ควรจะได้รับในแต่ละปี

           ทำอย่างนี้ให้ได้มรรคได้ผลปีละเรื่องปีละข้อ อีกไม่นานปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนอาจลดน้อยลง โดยไม่ต้องมีคำขวัญหรูๆ ออกมาให้เด็กท่องจำ โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่ามันมีความหมายอย่างไร พอวันเด็กผ่านไป คำขวัญพวกนี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่

           กิจกรรมวันเด็ก แม้จะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาจากผู้ใหญ่ ตามโครงสร้างทางอำนาจในสังคมและครอบครัว แต่หากผู้ใหญ่ใช้อำนาจให้มีประสิทธิภาพ เป็นมรรคเป็นผลต่อเด็ก วันเด็กแห่งชาติแต่ละปีคงจะมีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่