
ปรับวิถีเพื่อความยั่งยืน
ปรับวิถีเพื่อความยั่งยืน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 8 มกราคม 2559
ด.ช.อารีฟ บลูกาวารี แห่งโรงเรียนบ้านตันหยง จ.ยะลา เขียนจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันเด็กและอวยพรปีใหม่ตอนหนึ่งว่า “ขอให้ท่านนายกฯ มีความสุข ร่างกายแข็งแรง จะได้มีแรงวิ่งและมีแรงทำงานครับ เมื่อไหร่ราคายางจะแพงขึ้นบ้างครับ สงสารพ่อแม่และชาวบ้านครับ เมื่อนายกฯ ไม่สบายขึ้นมาก็กินยาเข้าไปนะครับ และกินข้าวให้อร่อย ดูแลตัวเองครับ สวัสดีครับ รักนายกฯ ที่สุดในโลก” แม้เป็นเพียงข้อความสั้นๆ อวยพรและแสดงความห่วงใยนายกรัฐมนตรีด้วยใจจริง แต่ก็กินความหมายไปถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของ ด.ช.อารีฟ ที่เขาใช้คำว่า "สงสารพ่อแม่” เป็นสื่อแสดงถึงภาวะลำบากยากเข็ญจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ
ถ้อยความในใจของ ด.ช.อารีฟ มีขึ้นในห้วงเวลาที่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์กำลังจะเผชิญกับการเคลื่อนไหวชุมนุมของชาวสวนยางทั้งจากภาคอีสานและภาคใต้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการแทรกแซง เพราะขณะนี้้ราคายางตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 20-25 บาท ทั้งที่ราคาพออยู่ได้คือ 50 บาทเป็นอย่างน้อย หรือแม้แต่การให้เงินชดเชย ขณะที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ราคายางผูกพันกับตลาดโลกซึ่งอยู่ในภาวะผันผวน และตลาดจีนซึ่งใหญ่ที่สุดก็กำลังมีปัญหา ทำให้ราคายางพาราของไทยปรับลดลงไปด้วย ทั้งหมดเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนยางควรจะช่วยเหลือตัวเองบ้าง อย่างเช่น ชาวสวนยางที่สุราษฎร์ธานีปลูกกล้วยหอมทองมีรายได้ปีละ 1 แสนบาท สอดคล้องกับความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกให้ชาวสวนยางปลูกกล้วย เพราะถึงอย่างไรก็จะไม่ช่วยเหลือด้วยเงินอีกแล้ว
ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เหมือนจะเป็นมหากาพย์บาปเคราะห์ของเกษตรกรไทยมาเสียนานแล้ว โดยเฉพาะพืชหลักๆ อย่างเช่น ข้าว ข้าวโพด ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ยิ่งสินค้าเกษตรที่ผลิตในรูปแบบของเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อตอบสนองตลาดอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการผลิตป้อนตลาดจำนวนมาก และอยู่ในพื้นที่กว้างขวางในโซนเดียวกันเพื่อเหมาะกับการขนส่งก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้นทุกวัน เมื่อหลายปีก่อนสังคมได้รับรู้ว่า ชาวสวนยางพารามีเงินมีทองจนสามารถดาวน์รถยนต์ออกมาใช้ได้ แต่เมื่อราคายางตกต่ำลงก็ต้องปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึด ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ชาวนาภาคใต้ก็เคยประสบปัญหาล้มละลายกันหลายรายเพราะแห่แหนกันเลี้ยงกุ้ง เมื่อประสบปัญหาด้านตลาดจะหันกลับไปทำนาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพื้นที่เสียหายหมดแล้ว ครั้งนี้ก็เช่นกัน ข้อแนะนำที่ว่า ชาวสวนยางควรช่วยเหลือตัวเองด้วยการปลูกพืชอย่างอื่นบ้างจะไม่อาจเป็นจริงได้ถ้าปราศจากการวางแผนระยะยาว
การจะปล่อยให้ชาวสวนยางเผชิญกับชะตากรรมต่อไปเรื่อยๆ หรือรอจนกว่าจะดวงดี ราคายางขยับขึ้นไปเองตลาดอุปสงค์อุปทานย่อมไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง แต่การจะให้พวกเขาหันไปปลูกพืชอย่างอื่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยสารพัดปัจจัยทั้งสภาพพื้นที่ ทุน และที่สำคัญก็คือ ทัศนคติเกี่ยวกับงานเกษตรกรรม ทุกฝ่ายจึงต้องพยายามวางยุทธศาสตร์ ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรผสมผสาน เพื่อลดความเสี่ยง อย่างเช่นที่นายกฯ และรัฐมนตรีให้คำแนะนำ ซึ่งจะบอกกันลอยๆ อย่างเดียวคงไม่ได้ การใช้เงินทุนไม่ว่าจะมาในรูปแบบให้เปล่าหรือการกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำก็ดี เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรที่จะต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี น่าจะเป็นทางออกที่ดีและยั่งยืนกว่าการให้เงินอุดหนุนหรือแทรกแซงราคา หรือสุดโต่งไปในแบบที่ว่า หัวเด็ดตีดขาดก็ไม่ให้ ใครออกมาเรียกร้องอีกจะเจอดี



