
ปมกังขาปลดบอร์ดสสส.
ปมกังขาปลดบอร์ดสสส. : บทบรรณาธิการประจำวันที่7ม.ค.2558
กลายเป็นเรื่องราวที่ต้องถามว่า เรามาถึงตรงนี้ได้อย่างไร กรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 7 คน พ้นจากตำแหน่ง และหนึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นถึงรองประธานคนที่สอง ซึ่งคำสั่งของหัวหน้า คสช.ดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมและทำให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อย่าง สสส. ได้รับผลกระทบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่องค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นมา โดยจะว่าไปแล้ว สสส.ได้ถูกตรวจสอบถึงปมการใช้จ่ายงบประมาณที่ถูกกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนแก่กลุ่มพวกพ้อง โดยเฉพาะกรรมการ สสส.หลายคนได้นั่งบริหารในมูลนิธิต่างๆ และรับงบโครงการจาก สสส.ด้วย
ในเรื่องดังกล่าวทางรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยมี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรรม เป็นประธาน โดยผลตรวจสอบออกมาว่า ไม่มีความผิด ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ได้นำไปสู่การแก้ระเบียบของ สสส.จำนวนกว่า 20 ฉบับ ทั้งนี้ บอร์ด สสส.ก็ดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยแก้ไขตามข้อเสนอของคณะกรรมการตรวจสอบทั้งหมด อีกทั้งยังได้เพิ่มกรอบการทำงานให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่เมื่อมีคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ก็เท่ากับว่าทุกอย่างยุติลงทันที ต้องมีการสรรหากรรมการ สสส.แทน 7 คนที่ถูกสั่งปลดเพื่อเข้าไปบริหารกองทุนแทน ซึ่งทำให้เครือข่ายภาคประชาชนของ สสส.ต่างจับตาว่า บทบาทขององค์กรอิสระนี้จะพลิกผันเปลี่ยนไปหรือไม่แค่ไหน
แต่ในเบื้องต้นกับคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมาจากซีกเครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ อย่าง วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี มองว่า สาเหตุการปลอดบอร์ดสสส.ครั้งนี้มี 3 สาเหตุใหญ่ คือ ประการแรก กลุ่มอุตสาหกรรมบุหรี่และเหล้าต้องการล้มองค์กร สสส. ประการสอง เกิดการเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มสายสาธารณสุขที่เคยทำงานด้านปฏิรูปสุขภาพแต่เปลี่ยนเป็นข้าราชการประจำเข้ามาแทนที่ และประการสาม กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอที่ขับเคลื่อนร่วมกับ สสส.ถูกมองว่ากลุ่มเอ็นจีโอเหล่านี้แสดงบทบาทต่อต้านโครงการของรัฐบาล ทั้งที่รับงบประมาณอุดหนุนจาก สสส.แต่ยังเป็นตัวตั้งตัวตีปลุกพลังมวลชนในท้องถิ่นออกมาคัดค้านโครงการของภาครัฐ
แม้แกนนำในรัฐบาล อย่างเช่น พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า การปลดไม่เกี่ยวกับบริษัทเหล้าและบุหรี่ แต่หลักใหญ่ของสาเหตุมาจากการอนุมัติงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และตรวจสอบพบหลักฐานค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นเมื่อมีการครหาเรื่องไม่โปร่งใสเกิดขึ้น จึงต้องแยกแยะระหว่างหลักการกับแนวปฏิบัติที่เปิดช่องจนมีปัญหาส่อไปในทางทุจริต จึงต้องมีการแก้ไข อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ที่กำลังคุกรุ่นนั้น ฝ่ายรัฐบาลจะต้องหาวิธีการทำความเข้าใจกับกลุ่มเครือข่ายของ สสส.ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย เพราะตัวรัฐบาลเองก็ยังมีปมกังขาที่ว่าใช้โอกาสเรื่องนี้ตัดทอนงบและขุมกำลังของกลุ่มเอ็นจีโอที่คัดค้านโครงการภาครัฐให้อ่อนแรงลงก็เป็นได้เช่นกัน



