คอลัมนิสต์

ส่องงานสปท. ...ขับเคลื่อนหรือแค่ที่ปรึกษา

ส่องงานสปท. ...ขับเคลื่อนหรือแค่ที่ปรึกษา

06 ม.ค. 2559

ส่องงานสปท. ...ขับเคลื่อนหรือแค่ที่ปรึกษา : กระดานความคิด สำนักข่าวเนชั่น-จักรวาล ส่าเหล่ทู สำนักข่าวเนชั่น

            ผ่านมา 3 เดือนแล้ว แต่คำถามถึงความจำเป็นในการมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังคงมีอยู่

            อำนาจหน้าที่ของ สปท. ในมาตรา 31 (1) ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ได้ระบุหน้าที่ของ สปท. ว่า ให้ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแนวทางปฏิรูปด้านต่างๆ ส่งต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.), คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวโดยรวมก็คือ สปท. ก็มีหน้าที่เพียงเป็นสภาที่ส่งข้อเสนอแนะไปยังแม่น้ำสายอื่นๆ และหน่วยงานต่างๆ ให้ปฏิรูปตามแนวทางที่สมาชิกสภาได้ร่วมกันนำเสนอ ซึ่งการทำงานตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ก็มีแนวทางเช่นนั้น

            เมื่อวันที่ 21-23 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีการเสนอแผนการปฏิรูปของ 11 คณะกรรมาธิการและอีก 1 คณะกรรมาธิการวิสามัญ ต่อที่ประชุม สปท. โดยตลอดระยะเวลา 3 วัน สมาชิก สปท. ทั้ง 200 คน ได้มีการอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนในทุกประเด็น

            จากนี้ไปงานของ สปท. ได้เข้าสู่โรดแม็พระยะที่ 3 ตามสูตร ‘1-1-18’ ซึ่งเป็นแผนงานที่กำหนดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับโรดแม็พ 6-4-6-4 ของรัฐบาล โดยเป็นระยะที่ สปท.จะต้องดำเนินการปฏิรูป หลังจากที่แต่ละคณะกรรมาธิการได้กลั่นกรองวาระการปฏิรูป และได้เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ไปแล้ว

            ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้กำหนดให้ สปท.ต้องรวบรวมประเด็นเสนอกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนอำนาจ สปช. แต่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ก็ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของ สปท.ด้วย ทำให้งานของ สปท.ดูสำคัญขึ้น

            แต่โดยรวมแล้วก็ยังมีข้อสงสัยจากหลายๆ ฝ่ายถึงความสำคัญของ สปท. เพราะมีอำนาจน้อยกว่า สปช. อีกทั้งมติของ ครม. เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่เห็นชอบตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้ง 6 คณะ โดยมีนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการทั้งหมด ทำให้ตอกย้ำเรื่องความสำคัญของการมี สปท.หนักขึ้น

            “คำนูณ สิทธิสมาน” โฆษก สปท. และอดีต สปช. กล่าวถึงการทำงานของ สปท. ที่ผ่านมาว่า ตลอดระยะเวลาทั้ง 2 เดือนก็ต้องถือว่าการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และจากนี้ไปก็อยู่ในช่วง 18 เดือนสุดท้าย คือจะต้องทำให้เกิดการปฏิรูปเป็นรูปธรรมขึ้น แต่ทั้งนี้การดำเนินงานไม่ได้หมายความว่า สปท.จะทำงานอย่างโดดเดี่ยว หากจะต้องทำงานประสานอย่างใกล้ชิดกับ ครม.และ สนช. โดยจะมีคณะขับเคลื่อนการปฏิรูปและบริหารราชการแผ่นดินทั้ง 6 คณะคอยรองรับอยู่ ทั้งนี้การที่นายกฯ ตั้งคณะทำงาน 6 คณะ ไม่ได้หมายความว่าไม่เชื่อมือ สปท. ซึ่งทาง ครม.ก็จะคิดเรื่องปฏิรูปของตัวเองด้วย

            “ผลงานของ สปท.ที่ผ่านมานั้น ก็ได้ปรากฏออกไปแล้ว อย่างในมติ ครม. เมื่อ 22 ธันวาคม ซึ่งเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. .... โดยเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องหนึ่งที่มีการเสนอตั้งแต่สมัย สปช. และ สปท. เองก็ได้รับช่วงเพื่อผลักดัน” โฆษก สปท. กล่าวทิ้งท้าย

             ในมุมมองของ สปท.มองว่าการทำงานนั้นจะต้องมีการประสานงานกับหลายๆ ฝ่าย จึงจะทำให้งานปฏิรูปเกิดผลได้ และการที่มี 6 คณะทำงานคู่ขนานของนายกฯ นั้นก็เป็นการทำงานร่วมกันและแบ่งหน้าที่ชัดเจน

            ขณะที่ “รศ.ยุทธพร อิสรชัย” อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจคือว่า หน้าที่ของ สปท. ที่ชัดเจนคืออะไร หากจะบอกว่ามีหน้าที่ที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยยึดจากสิ่งที่ สปช.ได้ทำเอาไว้ คำถามก็คือว่าการปฏิรูปประเทศโดยใช้สภาจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร จุดนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะในหลายๆ เรื่องนั้นมันไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูปหากแต่เป็นการขับเคลื่อนในเชิงนโยบายเป็นการขับเคลื่อนโดยใช้นโยบายรัฐบาล แล้ววันนี้การปฏิรูปก็จะต้องมีการจัดระบบระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว แต่การปฏิรูปที่ผ่านมาตั้งแต่สมัย สปช. ไม่ได้จัดระบบเหล่านี้ มันกลับคลุกรวมกันจนแยกอะไรไม่ได้

            นอกจากนี้ สปท.เองก็ไม่ได้มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมี กรธ.ร่างอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง ดังนั้นจะเห็นได้เลยว่าหน้าที่ของ สปช.นั้น น้อยกว่า สปท.ด้วยซ้ำไป สปช.อย่างน้อยที่สุดเราก็ยังได้เห็นเรื่องของการมี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญของตัวเอง ซึ่ง สปท.ไม่มี เพราะฉะนั้นในวันนี้ ทั้งหน้าที่ในการขับเคลื่อน ก็คงจะเกิดได้จริงยาก เมื่อพิจารณาแล้วจึงไม่อาจเห็นชัดว่า สปท.มีหน้าที่อะไรกันแน่

            จากกรณีที่ ครม.ตั้งคณะกรรมการทำงานปฏิรูป 6 คณะ รศ.ยุทธพร กล่าวว่า เกิดความซ้ำซ้อน และจะทำให้คำว่า “ปฏิรูป” กลายเป็นคำที่ถูกพูดใช้อย่างฟุ่มเฟือยในสังคม ฟังดูแล้วก็เลยไม่รู้ว่า เรื่องของการปฏิรูปคืออะไร สามารถทำออกมาเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ ความซับซ้อนของหน่วยงานต่างๆ เยอะแยะมากมาย แต่ผลที่เป็นรูปธรรมของการปฏิรูปเรายังไม่เห็น และในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อมีหน่วยงานมากมายหลากหลาย การทำงานก็จะออกมาในรูปแบบของการมีงานการศึกษาของสารพัดหน่วยงาน เป็นรายงานเล่มหนาๆ ที่จะถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือในห้องสมุดต่อไป

            ด้วยระยะเวลา 2 เดือนแรก การทำงานของ สปท.คือ ร่างกลไกข้อบังคับการประชุม และกลั่นกรองวาระปฏิรูป จึงไม่แปลกที่ผลงานของ สปท. อาจจะยังไม่เห็นแน่ชัด แต่หากพิจารณาอำนาจหน้าที่ของสภาแห่งนี้ ที่ทำได้เพียงส่งข้อเสนอแนะต่างๆ ก็น่าติดตามว่าจะมีการผลักดันวาระการปฏิรูปในรูปแบบไหน และแม่น้ำสายอื่นๆ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความร่วมมือมากน้อยเพียงไหน

            สภาขับเคลื่อนฯ จะเป็นเพียงสภาที่ปรึกษาหรือไม่!