
กู้คืนประชาธิปัตย์
กู้คืนประชาธิปัตย์ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
ข่าว “ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” เปิดตัวเตรียมลงชิงตำแหน่งหััวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เราเห็นสภาพการณ์ภายในพรรคที่เก่าแก่แห่งนี้ว่า มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงภายในพรรค
เอาเข้าจริงการเปลี่ยนแปลงในพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเป็นไปตามวัฏจักร และเป็นไปตามกลไกของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคกงสีของบางครอบครัว หรือมีใครบางคนเป็นเจ้าของพรรคอย่างชัดแจ้ง
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือสภาวการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้อยู่ในสถานะที่ตกต่ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
ถามว่าทำไมถึงพูดเช่นนั้น นั่นเพราะมีเสียงตอบรับที่ชัดเจนจากประชาชน แน่นอนว่ามวลชนของพรรคเพื่อไทยนั้นไม่เผาผีกับพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าหัวก้าวหน้า ก็มองพรรคการเมืองนี้อย่างดูแคลนว่ามีจุดยืนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมีส่วนในการเข้าร่วมกับม็อบ กปปส. จนนำพาสถานการณ์เข้าไปสู่การรัฐประหาร
แม้จะพยายามปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่สิ่งที่เป็นหลักฐานชัดเจนคือแกนนำหลายคนล้วนแล้วแต่เป็น ส.ส. หรือไม่เป็นอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และมวลชนที่เข้าร่วมก็เป็นมวลชนที่เรียกว่าทาบทับกับผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้
หรือฝ่ายที่เป็นกลางๆ ก็มองว่าพรรคประชาธิปัตย์ไร้ความสามารถ เพราะไม่ค่อยพอใจกับผลงานการบริหารในห้วงที่เป็นรัฐบาล
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดกลับมิใช่เป็นมวลชนฝ่ายตรงข้าม หากเป็นมวลชนที่เคยถูกเรียกว่าเป็น “ของ” ประชาธิปัตย์ ที่วันนี้หากไปสำรวจจะพบว่าเขาเหล่านั้นกลับชื่นชอบ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร และอยากให้นักการเมืองซึ่งรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เขาเคยชื่นชอบยุติการทำกิจกรรมทางการเมือง
สิ่งนี้เองที่ถูกเรียกว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมวลชนที่เคยสนับสนุนพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กลับไปชื่นชอบและสนับสนุนนายกฯ ที่มาจากระบอบรัฐประหารมากกว่า
คนในประชาธิปัตย์เองก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกรู้สมกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับภาวะที่เกิดขึ้น และต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเขาเห็นสัญญาณอันตรายแล้วว่าหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ต่อให้มีการเลือกตั้งครั้งถัดไปพวกเขาจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
อย่าว่าแต่เรื่องชนะการเลือกตั้งที่พ่ายมาอย่างต่อเนื่องเลย เอาแค่รักษาพรรคอันดับสองเองไว้ก็อาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะหากเกิดพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาเป็นการพิเศษ
มิพักต้องพูดถึงสภาวะหมดสภาพของผู้นำพรรคคนปัจจุบันอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ในอดีตเขาเคยอยู่ในฐานะ “ตัวความหวัง” แต่ปัจจุบันไม่ใช่อีกต่อไป
เราจึงได้เห็นกระแสการเตรียมลงชิงชัยในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างน้อยก็เพื่อกู้ภาพลักษณ์ที่ดีคืนมา ซึ่งชื่อ “สุรินทร์ พิศสุวรรณ” ก็เป็นหนึ่งในนั้นเพราะเคยเป็นถึงเลขาธิการอาเซียน มีภาวะความเป็นผู้นำและการยอมรับที่เพียงพอ
นอกจากนี้เมื่อเกิดกระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรค อีกชื่อที่มักจะออกมาตีคู่กันคือ “ดร.ซุป” ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังก์ถัด (UNCTAD) และอดีต ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)
คำถามคือ “ดร.ซุป” อยากกลับมาสู่การเมืองไทยมากน้อยเพียงใด และเขาก็เคยมีชื่อในข่าวหลายๆ ครั้งแต่ก็ไม่เป็นความจริงและถูกปฏิเสธทุกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีชื่อของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ซึ่งขณะนี้ตกเป็นข่าวเตรียมถูกขับออกจากพรรค และปรากฏเป็นข่าวที่ไม่ค่อยดีนักอย่างต่อเนื่อง โอกาสสำหรับเขาจึงเป็นไปได้น้อยมาก
ทั้งนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ควรพินิจอย่างจริงจังนอกจากเปลี่ยนผู้นำแล้ว คือการเปลี่ยนระบบวิธีคิดของพรรคเอง ที่ควรคิดอย่างเป็นประชาธิปไตยที่เพียงพอ และเลิกหวังพึ่งอำนาจพิเศษเพื่อเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ เพราะจะเท่ากับพวกเขาไม่ได้ยืนบนลำแข้งของตัวเอง
พวกเขาต้องตีโจทย์ความพ่ายแพ้ในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาให้ถูกว่าไม่ใช่เป็นเพราะ “เงินๆๆ” เท่านั้น หากแต่เป็นการกระทำและจุดยืนของพรรคต่างหากที่ทำให้ประชาชนห่างออกจากพรรคไปเรื่อยๆ
หากยังคิดไม่ตกแก้โจทย์นี้ไม่ถูก ต่อให้หาใครชื่อใหม่ ฟอร์มสด หน้าตาหล่อเหลา ประวัติดีเด่นมาจากไหน สุดท้ายก็จะตกม้าตายอยู่ดี เพราะพรรคโดยรวมไม่เคยเปลี่ยนแปลงนั่นเอง



