คอลัมนิสต์

ระวังข่าวดีจะกลายเป็นร้าย

ระวังข่าวดีจะกลายเป็นร้าย

05 ม.ค. 2559

ระวังข่าวดีจะกลายเป็นร้าย : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 5 มกราคม 2559

           แม้การวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2559 ของนายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ว่า นับตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้เป็นต้นไป ภัยแล้งจะไม่รุนแรงเหมือนที่คาดการณ์กันเอาไว้ เพราะภาวะฝนตกจะเริ่มมาตามปกติ จะทำให้ใจชื้นกันขึ้นมาได้บ้างว่า ภัยแล้งคงจะไม่กินเวลายาวนานเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น หรือว่ารุนแรงกว่า ก็จะทำให้สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติได้ ไม่เฉพาะแต่ในภาคเกษตรกรรมเท่านั้น หากแต่จะรวมถึงน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคด้วย อันจะทำให้การควบคุมหรือแก้ไขสถานการณ์เป็นไปได้ยากยิ่ง แม้ว่ารัฐบาลโดยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะเตรียมรับมือเอาไว้ค่อนข้างครบถ้วนรอบด้านก็ตาม หากแต่การประคับประคองให้รอดพ้นในระยะ 4 เดือนอันตราย นับจากนี้ ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่ง

           เพราะตามพยากรณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญตั้งแต่เมื่อช่วงปลายปี 2558 และจะต่อเนื่องไปจนถึงกลางปีนี้ จะรุนแรงยิ่งกว่าเอลนีโญเมื่อปี 2540-2541 ที่สำคัญก็คือ ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักในปี 2558/2559 ที่จะใช้สอยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อันมีความสำคัญกับการเพาะปลูกมากที่สุด มีสำรองอยู่ในอ่างเก็บน้ำน้อยมาก เมื่อเทียบกับปี 2556 และ 2557 กล่าวคือข้อมูลเมื่อ 4 มกราคม 2559 เขื่อนภูมิพลมีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 4,906 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้การได้จริง 1,106 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 4,724 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้การได้จริง 1,874 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 382 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้การได้จริง 339 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 502 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้การได้จริง 499 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ในช่วงเวลา 4 เดือนนับจากนี้ 3,701 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

           สำหรับการดำเนินการของภาครัฐ เพื่อรับมือวิกฤติการณ์ ต้องโฟกัสไปยังกรมชลประทานที่รับบทบาทบริหารจัดการน้ำสำหรับภาคเกษตร ก็ยังใช้มาตรการเข้มงวด ห้ามทำนาปรังในพื้นที่ชลประทานลุ่มเจ้าพระยา เช่นเดียวกับการหยุดเปิดประตูน้ำต่างๆ ที่เคยส่งน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร หากแต่เป้าหมายหลักของการบริหารน้ำครั้งนี้ก็คือ รักษาระบบนิเวศ และเพื่อการอุปโภคบริโภค หากแต่ในความเป็นจริง มาตรการห้ามทำนาปรังแทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ สอดคล้องกับคำพูดที่ว่า “เป็นชาวนา ไม่ให้ทำนา แล้วจะไปทำมาหากินอะไร” แต่เมื่อรัฐบาลพยายามตอบคำถามข้อนี้ด้วยการสนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือปรับเปลี่ยนอาชีพก็ไม่เข้ากับวิถีชีวิต และการหาตลาด ทั้งหมดนี้จึงเป็นแต่เพียงการผ่อนหนักให้เป็นเบาเพื่อรอรับช่วงฤดูฝนเท่านั้น

           ระยะเวลา 4 เดือนนับจากนี้ ถือว่าเป็นช่วงที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะต้องเข้มงวดมากกว่าช่วงที่สรุปผลการวิเคราะห์ยังชี้ว่า ภาวะภัยแล้งในปี 2559 จะรุนแรงมากที่สุดในรอบ 50 ปีเสียด้วยซ้ำ เฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่ลืมบทเรียนการบริหารน้ำเมื่อปี 2555 ที่เกิดความผิดพลาดขึ้น เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการพร่องน้ำรองรับน้ำฝน เพราะกลัวน้ำท่วม หรือพูดอีกอย่างก็คือ “ไปตายเอาดาบหน้า” ด้วยเชื่อว่า เมื่อเข้าฤดูกาลจะมีน้ำฝนมาเติมเต็มในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งผิดคาด เช่นเดียวกับที่เชื่อกันว่า ปรากฏการณ์ลานีญา ที่จะเข้ามาทำให้เกิดฝนชุกในช่วงกลางปี ก็อาจจะเป็นไปในทำนองเดียวกัน ทางที่ดีที่สุดขณะนี้คือ ทุกฝ่ายต้องไม่ตั้งอยู่บนความประมาทโดยผ่อนคลายมาตรการเป็นอันขาด เช่นที่ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตรก็ส่งเสียงเตือนมาพร้อมกัน