คอลัมนิสต์

รัฐธรรมนูญฉบับล้าง(เฉพาะ)บาง

รัฐธรรมนูญฉบับล้าง(เฉพาะ)บาง

04 ม.ค. 2559

รัฐธรรมนูญฉบับล้าง(เฉพาะ)บาง” : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

            ในปี 2559 “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” คาดหวังว่าจะนำพาประเทศให้ก้าวไปตามโรดแม็พที่วางไว้ ในระยะที่ 2 คือ การสร้างกติกาใหม่ ที่ปูทางไปสู่สังคมประชาธิปไตย ไร้ซึ่งความขัดแย้ง หรือกลับสู่วงจรความไม่สงบทางการเมืองอีก

            “รัฐธรรมนูญ” ถือเป็นกติกาสำคัญซึ่ง “ผู้นำการปฏิวัติ” คาดหวังไว้ แต่ความสำเร็จของโรดแม็พระยะที่ 2 นั้น จะต้องผ่านการลงประชามติไปให้ได้เสียก่อน นั่นหมายถึง การได้รับการยอมรับจากประชาชนเสียงข้างมากของประเทศ

            สิ่งที่ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” นำโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” พยายามวางหลักการ และออกแบบบทบัญญัติเพื่อนำไปสู่สังคมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนั้น ล่าสุด...ถูกสรุปความและถ่ายทอดออกมาเป็นคำขวัญที่ว่า

            “รัฐธรรมนูญใหม่ การเมืองใหม่ ปลอดการทุจริต เพื่อต่อชีวิตให้บ้านเมือง”

            สะท้อนให้เห็นถึง “เจตนา” ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ชัดเจน คือ “ล้างบางการเมืองน้ำเน่าที่เต็มไปด้วยนักการเมืองฉ้อฉล”

            เหตุผลสำคัญที่ “กรธ.” พุ่งเป้าไปที่ “นักการเมือง” เป็นสำคัญ เพราะ เป็นบุคคลที่จะเข้ามาใช้อำนาจแทนประชาชนและถือเป็นอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน

            ดังนั้นการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความสำคัญจึงถูกพุ่งเป้าไปยังการปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส. และการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย “กรธ.” ได้รังสรรค์ 5 หลักการใหม่ เตรียมเขียนเป็นบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่

            1.พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องกำหนดวันเลือกตั้ง โดยให้ตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งแยกอีกฉบับ ภายใน 15 วันนับแต่วันยุบสภา เพื่อให้รัฐบาลหารือร่วมกับ กกต.หาวันเลือกตั้งที่เหมาะสม ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ให้กำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ ภายใน 45-60 วัน

            เหตุผลคือ ให้ “กกต.” มีสิทธิร่วมตัดสินใจกำหนดและเลื่อนวันเลือกตั้ง เพื่อตัดปัญหาการเกิดหลุมพรางที่ทำให้ทหารออกมาปฏิวัติ

            2.กรณีที่ กกต.วินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ทุจริตการเลือกตั้ง ให้ถือว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.ในระหว่างนั้น โดยไม่ต้อรอให้ศาลมีคำวินิจฉัย

            3.ให้อำนาจศาลที่พิจารณาคดีเลือกตั้งเรียกค่าเสียหายจากผู้ทุจริตการเลือกตั้ง และสั่งพรรคการเมืองร่วมรับผิดชอบทางแพ่ง กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคนั้นทุจริตเลือกตั้ง โดยไม่มีโทษถึงขั้นยุบพรรค แม้ว่าผู้ทุจริตเลือกตั้งนั้นมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรค

            4.ให้มีหลักการว่าด้วยการให้ย้ายหรือระงับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวได้

            และ 5.ปรับปรุงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยห้ามพรรคการเมืองรับเงินบริจาคจากคนต่างด้าวและห้ามคนต่างด้าวบริหารกิจการของพรรคการเมือง โดยในกรณีของบุคคลที่มีสองสัญชาตินั้น บุคคลนั้นต้องสละสัญชาติอื่นก่อนที่จะเข้ามาบริหารกิจการของพรรคการเมือง

            โดยทั้ง 5 มาตรการนั้น “กรธ.” ตั้งความหวังไว้จุดสูงสุด คือ ให้นักการเมืองกลัวการทำผิดกฎหมาย และหากไม่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ถือเป็นสิ่งการันตีได้ว่า “คนดี” เท่านั้นที่สามารถผ่านด่าน และมีคนดีบริหารประเทศ ปัญหาการคอร์รัปชั่นจะลดลง

            แต่จะว่าไป กรณีที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยการทุจริต-คอร์รัปชั่น บทสรุปท้ายสุด คือ เกิดขึ้นไม่ได้เพียงตัวของนักการเมือง เพราะประเทศไทยอยู่ใน “ระบบสังคมอุปถัมภ์” ดังนั้นการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้ ย่อมมีปัจจัยที่เสริมหนุน คือแวดวงข้าราชการในหน่วยงานของรัฐ และพ่อค้า-นักลงทุน-นักธุรกิจ ในแวดวงเอกชน

            เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะกฎหมายระดับรองจากรัฐธรรมนูญ หรือกติกาที่ใช้ในหน่วยงาน มีช่องว่างที่ทำให้กลุ่มคนโลภใช้เส้นสายก้าวเข้าสู่วงจรแสวงหากำไร ที่เลยเถิดมาเป็นการคอร์รัปชั่นใหญ่โตได้ง่าย

            ดังนั้นการพยายามเพื่อให้ได้มาสู่มาตรการกลไกคัดกรอง ตรวจสอบ และลงโทษเพื่อล้างบางนักการเมืองฉ้อฉล ที่่ดีอย่างไร แต่หากไม่มีมาตรการล้างบางข้าราชการเลว หรือนักลงทุนที่แสวงหาแต่ความร่ำรวยให้ตัวเอง ต่อให้กลไกของ “กรธ.” ทำให้ได้นักการเมืองน้ำดีเข้าสู่วงการจริง แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ยังไม่ถูกปฏิรูป สักวันคนดีเหล่านั้นย่อมยอมก้าวขาเดินลุยน้ำเน่าด้วยความสมัครใจ