
'เมาขับยึดรถ'ยาแรงคสช.แก้ปัญหาอุบัติเหตุ
'เมาขับยึดรถ'ยาแรงคสช.แก้ปัญหาอุบัติเหตุ : สายตรวจระวังภัย กมลชนก ทีฆะกุล
เทศกาลปีใหม่ปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยการประกาศใช้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เอาผิดกับผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะขณะเมาสุรา โดยให้เจ้าหน้าที่ยึดรถไว้จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงเทศกาล ซึ่งมีประชาชนใช้ถนนหนทางเดินทางจำนวนมาก พร้อมกับให้ดำเนินคดีสถานหนักกับผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับ ซึ่งโทษล่าสุดคือจำคุก 1 เดือน โดยไม่รอลงอาญาและให้บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะระหว่างคุมความประพฤติเหมือนเช่นก่อนหน้านี้
มาตรการนี้เหมือนเป็นยาแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้รถใช้ถนนบางส่วนที่ยังคงไร้ความรับผิดชอบจะยอมปฏิบัติตาม เห็นได้จากสถิติการจับกุมผู้ทำผิด “เมาแล้วขับ” ยังอยู่ในระดับที่สูง โดยระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 25558-2 มกราคม 2559 ทหารและตำรวจ ได้ยึดรถที่ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยการเมาแล้วขับมีมากถึง 3,046 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ 2,477 คัน ที่เหลืออีก 596 คัน เป็นรถยนต์ ซึ่งแน่นอนว่าในจำนวนนี้ผู้ขับขี่ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาเมาแล้วขับควบคู่ไปด้วย
“เมาแล้วขับ” ยังเป็นสาเหตุลำดับแรกที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่คราวนี้ ถือเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่จะต้องหามาตรการแก้ไขกันต่อไป
นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ยอมรับว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีที่รัฐบาลชุดนี้เอาจริงเอาจังกับการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ไม่เคยมีรัฐบาลใดก่อนหน้านี้ที่ใช้มาตรการเมายึดรถมาใช้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีและชัดเจนที่สุด เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการช่วยกันแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน และอยากให้ขยายเวลาในการบังคับใช้คำสั่ง คสช. เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไปให้ครอบคลุมทั้งปี ไม่ใช่ทำเฉพาะเทศกาลปีใหม่ เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยเกิดจากการเมาแล้วขับมากที่สุด ซึ่งหากมีมาตรการเช่นนี้รองรับเชื่อว่าจะสามารถลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุลงได้อย่างเห็นได้ชัด
“มาตรการนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดูจากสถิติผู้เสียชีวิตในห้วงเวลาเดียวกันระหว่างปีที่ผ่านมากับปีนี้ ลดลงกว่าครึ่งร้อย เช่นเดียวกับผู้บาดเจ็บก็ลดลงเช่นกัน เชื่อว่าหากมีการรณรงค์อย่างจริงจัง มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดตลอดทั้งปี ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงเทศกาล ยอดสถิติความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจะลดลงอย่างแน่นอน” นพ.แท้จริง กล่าว
สอดคล้องกับ นายวรพจน์ อุ่นใจแสง วัย 30 ปี ซึ่งขับรถยนต์ในระยะทางไกลเป็นประจำ บอกว่า พึงพอใจกับการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 44 ของ คสช. ที่ออกคำสั่งให้มีการยึดรถผู้ขับขี่ที่เมาสุรา เพราะทราบดีว่า การเมาแล้วขับคือสาเหตุลำดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเวลานี้ ซึ่งอยากให้มีการบังคับใช้กฎข้อนี้ต่อไปตลอดทั้งปี ไม่ใช่ทำเฉพาะเทศกาล
“บ่อยครั้งที่เกิดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งผมเองก็สูญเสียคนในครอบครัวไปเพราะคู่กรณีเมาแล้วขับ ซึ่งอยากให้ตำรวจเอาจริงเอาจังบังคับใช้กฎหมายนี้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงเทศกาล เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนลงได้ และที่สำคัญผู้ขับขี่เองก็ควรที่จะมีความรับผิดชอบเมาแล้วไม่ควรขับรถ เพราะมันไม่ใช่สร้างความเดือดร้อนให้คุณเพียงคนเดียว ยังมีครอบครัวคุณที่อยู่ข้างหลัง มีคู่กรณี มีครอบครัวคู่กรณีและมีบุคคลที่สามที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ ซึ่งความสูญเสียเหล่านั้นมันประเมินค่าไม่ได้” นายวรพจน์ กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผบช.น. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านจราจร ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า มาตรการเมาขับยึดรถในครั้งนี้เริ่มมีผลมาตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2558 มีกำหนดจะหมดในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่ โดยเน้นถนนสายรอง ภายในหมู่บ้าน โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่ดื่มสุรา เจ้าหน้าที่จะพิจารณายึดรถไว้ก่อน และเมื่อหมดช่วงปีใหม่เจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับคืนได้ โดยระหว่างการตรวจยึดนั้น รถจะตกเป็นของกลาง อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจในพื้นที่ เจ้าของหรือผู้ขับขี่ต้องนำทรัพย์สินมีค่าออกจากรถ และทำบัญชีตรวจสอบว่ามีทรัพย์สินใดๆ อยู่บ้าง เพื่อป้องกันการสูญหาย และเมื่อถึงเวลารับคืนให้นำบัญชีมาตรวจสอบทรัพย์สินกับตำรวจ ซึ่งกระบวนการนี้ยังไม่ได้ส่งศาล รถเป็นของกลางที่เจ้าของสามารถขอคืนได้ภายในระยะเวลา 3-7 วัน แต่ระหว่างนั้นจะมีการตรวจสอบว่ารถคันนั้นมีการโจรกรรมมาหรือไม่ ถือเป็นประโยชน์ในการควบคุมเรื่องการโจรกรรมรถไปในตัวด้วย



