
'ไลค์'กับการใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่ควรถูกทบทวน
'ไลค์'กับการใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่ควรถูกทบทวน : กฎหมายกับสังคม ว่องวิช ขวัญพัทลุง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ช่วงปลายปีที่ผ่านมามีข่าวที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะหลากหลายเรื่องด้วยกัน แต่เรื่องหนึ่งที่ยังอยู่ในกระแสมาถึงตอนนี้ก็คือ เรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับการ “กดไลค์” แล้วมีความผิดอาญา ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเราจะย้อนไปเมื่อกลางปี พ.ศ.2557 ก็เกิดกรณีคล้ายกันมาแล้ว และก็มีบรรทัดฐานการใช้กฎหมายใกล้เคียงกับปัจจุบันที่ว่า “การกดไลค์ เป็นการกระจายข่าวของกลุ่มต้านการรัฐประหาร ถือว่าเป็นความผิด” จึงเป็น “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ตามมาตรา 14 (5) พระราชบัญญัติอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (“พ.ร.บ.คอมพ์”) ประกอบกับความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐว่าด้วยการยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (3)
ประเด็นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่มาตรา 116 เหมาะสมหรือไม่ หรือควรมีอยู่หรือไม่แต่อย่างใด แต่อยู่ที่ อะไรคือ “เจตนา” ที่เป็นองค์ประกอบภายในของความผิด อันทำให้การ “กดไลค์” กลายมาเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างในปัจจุบัน
หากจะกล่าวให้เข้าใจได้ง่ายๆ การกระทำที่จะเป็นความผิดทางอาญานั้น ผู้กระทำจะต้องเข้าใจและถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบภายนอก (คือ มีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย) และองค์ประกอบภายใน (เจตนาแห่งการกระทำ) แต่ในกรณีกดไลค์ ต่อให้ผู้นั้นจะยืนยันว่าไม่ตั้งใจกดไลค์ หรือกดไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ปัญหาคือ แล้วใครจะเชื่อล่ะ? ในเมื่อบรรทัดฐานการใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ได้มัดไว้อย่างตายตัวแล้วว่า “กดไลค์ คือการร่วมลงชื่อรับรองข้อมูลอันเป็นความผิด แม้มิได้มีเจตนาโดยตรง แต่ย่อมเล็งเห็นผลว่าการกดไลค์นั้นทำให้ข้อมูลได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดในฐานะตัวการร่วม”
ลองคิดต่อไป หากข้อความที่ผมไปกดไลค์นั้น เป็นข้อความที่มีความผิดตามมาตรา 112 หรือมาตรา 116 แห่งประมวลกฎหมายอาญาด้วยแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตผม เมื่อเจ้าหน้าที่สรุปมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าผม “มีเจตนา”
หากจะถามว่า... เวลาเราไปกดไลค์ภาพหรือข้อความต่างๆ นั้น เรามีเจตนาเหมือนกันหรือไม่? ผู้อ่านอาจจะพอนึกออกว่ามันแตกต่างกัน บางคนกดไลค์เพราะชื่นชอบ แต่สำหรับบางคน การกดไลค์เป็นเพียงปฏิกิริยาการตอบรับเท่านั้น บางคนคิดว่า การกดไลค์คือการรับรู้ซึ่งสิ่งที่เพื่อนของเขาส่งมา โดยไม่ได้ยินดียินร้ายด้วยซ้ำ แบบนี้จะเรียกว่ามีเจตนาด้วยหรือไม่?
ผมเห็นว่า การตั้งธงอย่างที่ผู้ใช้อำนาจปราบปรามสรุปมา ย่อมไม่เป็นผลดีกับสังคมแม้แต่น้อย เพราะจริงๆ แล้ว “การกดไลค์” เป็นเสรีภาพโดยทั่วไปที่เราพึงมี เพื่อแสดงออกว่า เรารู้สึก “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” หรือ “รับรู้” ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเท่านั้น ตัวอย่างเช่น การที่ผมกดไลค์รูปเพื่อนที่ขาหัก ไม่ได้แปลว่าผม “ชอบ” แต่เป็นการรับรู้ว่า “เออ” เพื่อนมันขาหักนะ ก็แค่นั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดที่ไปไกลกว่านั้น และที่สำคัญคือ ข้อมูลจะน่าเชื่อถือหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวเนื้อหา หาใช่เกิดจากการกดไลค์แต่อย่างใด
การเอาผิดกับผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ. คอมพ์นั้น ที่พอจะเข้าข่ายที่สุดก็คือ “การแชร์” เพราะครบถ้วนในองค์ประกอบความผิด ด้วยการยืนยันความเป็นเท็จโดยการเผยแพร่ออกไป ซึ่งต่างกับกรณีกดไลค์ การที่เจ้าหน้าที่ตีความให้ “การกดไลค์” เป็นความผิดแบบ “เหมารวม” อย่างนี้ ผมว่ามันกว้างเกินไป หากเทียบกับโทษความผิดต่อแผ่นดินที่ผู้นั้นจะต้องเจอ
ผมเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนสำคัญอยู่ที่ตัวกฎหมาย ที่ชักนำให้มีการตีความเอาผิดที่ “กว้าง” จนเกินไป คงต้องกลับไปพิจารณากันใหม่ว่า “วัตถุประสงค์” ที่แท้จริงของ พ.ร.บ.คอมพ์คืออะไร ซึ่งในทางสากลนั้น กฎหมายลักษณะนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันการกระทำความผิดที่มีลักษณะเป็น “อาชญากรรมที่กระทำในทางเทคนิคต่อคอมพิวเตอร์” ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีระบบหรือแฮ็กข้อมูล ซึ่งในที่นี้เป็นกฎหมาย “เชิงเทคนิค” ที่บัญญัติมาเป็นการเฉพาะ เพื่อใช้จัดการกับผู้กระทำผิดที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง มิใช่ผู้ใช้ทั่วไป
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองไทยคือ มาตรา 14 และ 16 ของกฎหมายนี้ได้บัญญัติความผิดในส่วนเนื้อหา โดยมีองค์ประกอบที่ค่อนข้างกว้าง จึงมีการใช้ในเชิงขยายความเพื่อเอาผิดกับกลุ่มที่เป็น “ผู้ใช้ทั่วไป” ด้วย โดยเฉพาะเมื่อเป็นประเด็นทางการเมือง ผู้ใช้กฎหมายจึงสามารถเลือกหยิบทั้ง พ.ร.บ.คอมพ์ กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา และความผิดทางอาญาตามมาตรา 116 มาใช้ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าความผิดดังกล่าวมันทับซ้อนกัน! ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในกฎหมายอาญา
ด้วยปัญหาแบบนี้ ในระดับสากลจึงไม่มีประเทศใดที่ใส่บทบัญญัติในส่วนเนื้อหาลงไปในตัว พ.ร.บ.คอมพ์ เพราะมันจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี และอาจกลายเป็นเครื่องมือให้ผู้ใช้กฎหมายตีความแบบกว้างออกนอกวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายแล้วไปกระทบเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เฉกเช่นการตีความในกรณีกดไลค์นั่นเอง



