
ตามไปดูเขาหาแก่นอีสาน
ตามไปดูเขาหาแก่นอีสาน : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
ทุกวันนี้เป็นยุคโลกไร้พรมแดน ชีวิตของคนเราถูกทำให้เหมือนๆ กันหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้ชีวิต หรือพฤติกรรมการแสดงออก พอคนเหมือนกันมากๆ ก็เลยเกิดรู้สึกอยากทำให้ตัวเองต่างไปจากคนกลุ่มอื่นๆ วิธีการทำตัวเองให้ต่างไปนี้ ก็เพื่อให้ได้คำตอบว่า “เราคือใคร” หรือเพื่อให้คนอื่นมองว่า “เราเป็นใคร” วิธีการและกระบวนการทำแบบนี้ นักวิชาการเขาเรียกว่า สร้าง “อัตลักษณ์” ให้แก่ตนเอง
เมื่อวันที่ 25-26 ธันวาคม ที่ผ่านมา นิตยสาร "ทางอีศาน" ของคุณปรีดา ข้าวบ่อ ได้จัดกิจกรรมสำคัญขึ้น ณ บ้านไร่ธารเกษม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่พำนักอันสงบเงียบของนักเขียน ศิลปินแห่งชาติ "ลาว คำหอม" หรือลุงคำสิงห์ ศรีนอก นั่นเอง งานนี้ลุงคำสิงห์ อนุญาตให้ปรีดา ข้าวบ่อ เปิดสวนป่าอันร่มรื่น เป็นสถานที่จัดงานสำคัญ เพื่อก่อตั้งมูลนิธิทางอีศาน สำหรับเป็นทุนในการดำเนินการจัดทำนิตยสารทางอีศาน และกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม โดยมีนักคิด นักเขียน ศิลปิน และนักกิจกรรมเดินทางเข้ามาร่วมอย่างอบอุ่น คับคั่ง
ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมเสวนากับเขาด้วยคนหนึ่ง เลยชวนลูกศิษย์นิสิตปริญญาโทติดสอยห้อยตามไปด้วยกัน เมื่อไปถึงไร่ธารเกษม สิ่งแรกที่ต้องทำคือการไปกราบคารวะเจ้าของสถานที่ ลุงคำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เจ้าของผลงานวรรณอมตะรวมเรื่องสั้นชุด "ฟ้าบ่กั้น" ลุงคำสิงห์ หรือ ลาว คำหอม ของเราในวันนี้ แม้อายุจะมากแล้ว แต่ท่านก็ไม่ได้เปลี่ยนไปสักกี่มากน้อย ดูแข็งแรงและมีความทรงจำที่ดีเยี่ยม ขณะสนทนา ท่านก็เล่าเรื่องเก่าหลังเกี่ยวกับเรื่องสั้นชุดฟ้าบ่กั้นให้พวกนักศึกษาได้ฟังอย่างสนุกสนาน
วันที่ 25 เป็นวันสุกดิบ คนยังไม่มากนัก แต่วันเสวนาจริงๆ คือวันที่ 26 ธันวาคม งานนี้ เจ้าภาพเชิญ นักวิชาการคนสำคัญ คือ ดร.เสรี พงศ์พิศ มากล่าวปาฐกถานำประเด็นเพื่อเปิดโอกาสให้การเสวนาในกลุ่มย่อยได้มีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น
ด้วยความที่ ดร.เสรี พงศ์พิศ เป็นนักวิชาการลูกอีสาน คร่ำหวอดอยู่กับการทำงานในท้องถิ่นชนบทอีสานมานาน ท่านจึงมีความลุ่มลึกในสิ่งที่พูดเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์เสรีพูดถึงการหา “แก่นอีสาน” ว่าทำไมจึงต้องทำ และแก่นอีสานจริงๆ นั้นอยู่ตรงไหนบ้าง จากนั้นก็ได้ชี้ประเด็นและยกตัวอย่างนักคิดคนสำคัญของอีสานตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ว่าเขาเหล่านั้นเป็นใคร และได้ทำอะไรไว้บ้าง
การเสวนาในกลุ่มย่อยของผม เน้นไปในเรื่องศิลปะการแสดงและวรรณกรรม นั่นคือสมาชิกร่วมเสวนาต้องหาให้เจอว่า แก่นของอีสาน หรืออัตลักษณ์ของอีสานถ้ามองผ่านปรากฏการณ์ทางศิลปะการแสดงและวรรณกรรมแล้ว มีอะไรบ้าง มันถูกนำมาใช้และดำรงอยู่อย่างไรในปัจจุบัน
ในที่ประชุมกลุ่มย่อยซึ่งมีผมร่วมอยู่ด้วยได้ข้อสรุปว่า แก่นอีสานที่มองจากศิลปะการแสดงและวรรณกรรม นั้นมีหลักๆ อยู่สามสี่อย่าง อันแรก คือสำนึกในความเป็นชาติพันธุ์ หรือสำนึกในความเป็นคนท้องถิ่น อย่างที่สองคือความเชื่อ ทั้งเชื่อผี เชื่อพระ แก่นที่สามคือเรื่องภาษา ส่วนแก่นที่สี่ คือความสามารถในการปรับตัว แก่นอีสานทั้งสี่นี้ถูกมองว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้ศิลปะการแสดงและวรรณกรรมของอีสานดำเนินมาอย่างมีพลัง
อีสานในอดีตมักถูกมองว่าล้าหลัง คนอีสานกลายเป็นคนชายขอบของรัฐไทย สายตาคนนอก มองภาคอีสานว่าแห้งแล้งกันดาร มองคนอีสานว่า โง่ จน เจ็บ นี่คือแก่น หรืิออัตลักษณ์อีสานที่มองจากสายตาภายนอก ในอดีต คนอีสานจึงตกเป็นเบี้ยล่างและฝ่ายที่ถูกกระทำ แต่ปัจจุบันหาเป็นเช่นนั้นไม่
ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูจากปรากฏการณ์ของเพลงลูกทุ่งและนักร้องลูกทุ่งก็ได้ อย่างที่ครูเพลงสัญลักษณ์ ดอนศรีกล่าวไว้ว่า ณ พ.ศ.นี้ เพลงลูกทุ่งหมอลำได้ยึดครองพื้นที่เพลงลูกทุ่งไทยไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในขณะที่เพลงลูกทุ่งภาคกลางและภาคอื่นๆ มีลมหายใจรวยรินเต็มที ค่ายเพลงใหญ่ๆ ต่างป้อนและปั้นนักร้องอีสานอย่างเต็มที่ เพลงลูกทุ่งแนวหมอลำอีสานบ้านเฮาจึงครองตลาดเพลงไปแบบเด็ดขาด แล้วสิ่งที่ถูกนำมาสร้างสรรค์เพลงหรือการแสดง ก็หนีไม่พ้นแก่นๆ สำคัญๆ ของอีสาน โดยเฉพาะเรื่องของภาษา สำนึกในชาติพันธุ์ และการปรับตัวนั่นเอง ในอดีต ภาษาอีสาน เป็นภาษาที่ถูกรังเกียจ เดียดฉันท์ ใคร “เว้าลาว” ก็ถูกมองว่าเป็นภาษาบ้านนอก แต่ทุกวันนี้ภาษาถิ่นอีสาน กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำมาหากินของศิลปินอีสาน ไม่ว่าจะเป็นเพลง ที่ขุดคุ้ยรากของภาษาอีสานมาแต่ง หรือแม้แต่ในสองสามปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์หลายเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอีสาน ใช้ภาษาถิ่นตลอดทั้งเรื่อง คนดูภาคอื่นต้องอ่านซับไตเติ้ลที่เป็นภาษาไทยกลางอีกทีจึงจะเข้าใจ ปรากฏการณ์เช่นนี้มันเกิดขึ้นมาแล้ว
ใครจะมองอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับผมคิดว่าพวกนายทุนที่เกี่ยวกับเพลง การแสดงหรือภาพยนตร์ อ่านขาดว่า ทุกวันนี้ความเป็นอีสานมาแรง พวกเขาจึงขุดเอาแก่นอีสานมาขายกันเป็นล่ำเป็นสัน และเป็นมรรคเป็นผลเสียด้วย



