
ภูเขาหนองของพม่า
01 ม.ค. 2559
โดยวิธีของเราเอง : ภูเขาหนองของพม่า : โดย...ไพฑูรย์ ธัญญา
กลายเป็นเรื่องเครียดขึ้นมาทันทีสำหรับรัฐบาลไทยและคนไทย เมื่อม็อบพม่าลุกขึ้นมาประท้วงขอความเป็นธรรมกรณีผู้ต้องหาคดีฆ่าข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า สุราษฎร์ธานี เหตุการณ์ประท้วงเกิดขึ้นทั้งในพื้นที่ชายแดนไทยพม่าที่แม่สอด และหน้าสถานทูตไทยในนครย่างกุ้ง กรณีนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เปราะบางต่อความรู้สึกเป็นอย่างยิ่ง เป็นข่าวที่ไม่สู้ดีต้อนรับปีแห่งการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ที่ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายจะคลี่คลายลงแบบไหน
สาเหตุหลักในการลุกฮือขึ้นมาประท้วงของพม่าในครั้งนี้ มาจากความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการสอบสวนทำคดีของตำรวจไทย กับการตัดสินของศาลยุติธรรม คนพม่าเชื่อว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคนเป็นผู้บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่คนไทยส่วนหนึ่งก็เชื่อแบบนี้ ตอนที่มีการจับกุมผู้ต้องหาใหม่ๆ ก็มีคนไม่น้อยคิดว่าคนพม่าทั้งสองเป็นเพียงแพะรับบาป
เรื่องทำนองนี้ อันที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ เกิดขึ้นได้เสมอไม่ว่ากับคนไทยหรือคนต่างชาติ เมื่อมีการกระทำผิดหรือก่ออาชญากรรมในประเทศของคนอื่น ผู้ต้องหาก็จะถูกดำเนินคดีและตัดสินตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าผลการตัดสินคดีจะถูกต้องยุติธรรม หรือมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอก็คือ ความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัย และความไม่เชื่อมั่นผลการพิพากษาตัดสินจากคนร่วมชาติของผู้ต้องหานั้นๆ
ข่าวของผู้ต้องหาพม่าทั้งสอง ที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิต อยู่ในความสนใจของคนพม่ามาตั้งแต่ต้น แน่นอนมันเป็นเหมือนลิ่มตอกย้ำความรู้สึกแย่ๆ ให้แก่คนพม่าอีกครั้งหนึ่ง หากมองกันแบบไม่มีอคติทางเชื้อชาติ ก็ต้องเข้าใจว่า คนพม่านั้นเจ็บช้ำน้ำใจจากการกระทำของคนไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขามักได้รับการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและไร้มนุษยธรรมจากนายจ้างชาวไทยเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการกดค่าแรง การไม่ได้รับสิทธิทางสวัสดิการพื้นฐานที่พึงมีพึงได้ จะพอใจหรือไม่พอใจคนพม่าก็ต้องยอมรับ ยิ่งกับคนที่เข้ามาเป็นแรงงานเถื่อนก็ไม่มีสิทธิ์ปริปากบ่น เพราะไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น ทางเลืิอกของพวกเขามีไม่มาก อย่างน้อยประเทศไทยก็เป็นที่ที่ทำให้พวกเขามีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้จะอยู่ในสภาพ หนีเสือปะจระเข้ก็ตามที
ส่วนคนไทยเราเองก็มักจะมองพม่าแบบเหมารวม โดยมีพื้นฐานทางอคติที่ตกค้างมาจากประวัติศาสตร์แบบรัฐชาติ ที่สอนให้เรามองพม่าเป็นศัตรู อคติเหล่านี้ยังตกค้างอยู่ในใจคนไทยไม่น้อยเลย ปัญหาแรงงานพม่ากับคนไทยจึงมักเป็นคู่สัมพันธ์แบบตรงข้าม และมีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอๆ แรงงานพม่ามองไทยว่าเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหง ส่วนคนไทยก็มองแรงงานพม่าว่า โหดเหี้ยม และไว้ใจไม่ได้ เวลามีคดีความเกิดขึ้น คนพม่ามักจะรู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เหล่านี้เป็นเหมือนลิ่มที่ตอกย้ำ ถ่างรอยร้าวระหว่างคนสองชาติให้ลึกและกว้างมากขึ้น ถ้ามันเป็นแผล ก็คือแผลที่บ่มเพาะและกลัดหนองมานานวัน บางทีมันอาจเนิ่นนานจนก่อให้เกิดภูเขาหนองมหึมาซ่อนอยู่ในส่วนลึก พอถึงจุดหนึ่งมันก็เกิดระเบิดปะทุขึ้นมา ดังเช่นการประท้วงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
เป็นไปได้ว่า ถ้าเป็นสถานการณ์เมื่อก่อนหน้านี้สักห้าปี คนพม่าอาจไม่ลุกฮือขึ้นมาประท้วงก็ได้ เพราะถ้าเป็นในตอนนั้นพวกเขาไม่มีทางเลือกและความมั่นใจใดๆ ที่จะมาประท้วงและต่อรอง แต่ตอนนี้สถานการณ์ในประเทศพม่าเปลี่ยนไปแล้ว คนพม่าเริ่มมีความหวังกับอนาคตของตนเอง สำนึกในความรักและภูมิใจในชาติของตนกลับคืนมาเต็มเปี่ยม พวกเขารู้สึกว่าตนเองไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอกอีกต่อไป ผู้สันทัดกรณีพม่าคนหนึ่งบอกว่า แรงงานพม่าได้เผยความรู้สึกว่า พวกเขาจะไม่ยอมให้คนไทยกดขี่ข่มเหงอีกต่อไปแล้ว
การประท้วงของคนพม่าต่อการตัดสินคดีของศาลไทย จึงไม่ต่างอะไรกับแผลที่กลัดหนองมานานวันได้ปะทุออกมา แม้ว่ามีนักกฎหมายหลายคนเห็นว่า คำพิพากษาของศาลไทยในครั้งนี้ เป็นคำตัดสินที่ดี เขียนได้อย่างรัดกุม อยู่บนพยานหลักฐานที่ชัดเจน แต่เมื่อมีความรู้สึกว่า คนของตนบริสุทธิ์ และความเก็บกดที่สั่งสมมายาวนาน จึงไม่แปลกหรอกที่คนพม่าจะลุกขึ้นมาประท้วงเพื่อขอความเป็นธรรม
เรื่องราวแบบนี้ต้องระวังให้มาก คนไทยเองก็ต้องมีสติและตั้งสติไว้ให้ดี อย่าเอาโมหคติและอคติเข้ามาชี้นำความรู้สึก ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการทางศาลสถิตยุติธรรมและรัฐบาลได้ดำเนินการดีกว่า เพราะหากทำอะไรลงไปแบบชาตินิยมสุดกู่ มันเป็นเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่เลวร้ายในอนาคตได้ไม่ยาก
----------------------
(โดยวิธีของเราเอง : ภูเขาหนองของพม่า : โดย...ไพฑูรย์ ธัญญา)



