
'เพื่อไทย' รอฟ้าเปิด สบช่องเคลื่อน 'รับ' สู่ 'รุก'
31 ธ.ค. 2558
กระดานความคิด : 'เพื่อไทย' รอฟ้าเปิด สบช่องเคลื่อน 'รับ' สู่ 'รุก' : โดย...ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี
ครบรอบอีก 1 ปี ของรัฐบาลยุคคสช. ซึ่งตลอดทั้งปี 2558 นั้นต้องบอกว่า รัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีทั้งที่ได้แต้มต่อ และที่เสียราคาโดยไม่จำเป็น
และคงจะไม่พูดถึงไม่ได้ สำหรับ “พรรคเพื่อไทย” ที่ถูกมองว่า ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลคสช.มาโดยตลอด ดังนั้น เราจะประมวลการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในปี 2558 กันว่าเป็นอย่างไร
ต้องถือว่า เป็นการเคลื่อนไหวภายใต้ข้อจำกัด เนื่องจากคสช.ห้ามพรรคการเมืองจัดประชุมหรือทำกิจกรรมต่างๆ ดังนั้น สิ่งที่จะต้องออกมาเป็นมติพรรคหรือการขับเคลื่อนอื่นๆ จึงทำได้ยากลำบาก
แต่สิ่งที่ยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอจากพรรคเพื่อไทยก็คือ การแสดงความเห็นของอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ ทั้งเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศ ซึ่งพรรคเพื่อไทยแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงยืนยันในหลักการประชาธิปไตย และโดยเฉพาะเรื่องการติดตามตรวจสอบการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ของพรรคมาอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายหลักก็เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเห็นว่า ท่ามกลางสถานการณ์การรัฐประหารนั้น พรรคเพื่อไทยยังคงพูดภาษาประชาธิปไตยอยู่เหมือนเดิม
แต่สิ่งที่ทำมาทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ได้หมายความว่า บทบาทเหล่านี้จะเป็นเครื่องยืนยันการยอมรับหรือความนิยมของประชาชนหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น
พรรคเพื่อไทยยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก หากคิดที่จะกลับมาอีกครั้งในฐานะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะกติกาที่จะออกมาใหม่นั้นพรรคเพื่อไทยมองว่า ค่อนข้างชัดเจนว่าเพื่อปิดกั้นไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากในสภา เหมือนอย่างที่ผ่านมา
ดังนั้น หากพรรคเพื่อไทยยังคิดที่จะยึดแนวทางหรือยุทธศาสตร์แบบเดิมๆ และยังทำเท่าเดิมอย่างที่ผ่านมาแม้ว่าจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลนั้น
ต้องบอกว่า สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันนั้น คงจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่จะต้องทบทวนบทบาทและยุทธวิธีที่จะใช้ในการขับเคลื่อนต่อไป
เมื่อตลอดปี 2558 ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการขยับภายใต้ข้อจำกัด พรรคเพื่อไทยจึงต้องงัดยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวเท่าที่สามารถจะทำได้ และไม่ถูกเพ่งเล็งจาก คสช.มากจนเกินไปนัก
การนั่งเป็นแผงแล้วแถลงข่าวเหมือนอย่างเคยนั้น แน่นอนว่าย่อมจะเกิดแรงเสียดทานขึ้นได้ ดังนั้น จึงหันมาใช้วิธีออกเป็นแถลงการณ์ในนามพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทน เพื่อสื่อสารถึงเจตนารมณ์ของพรรคต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแสดงบทบาทของอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช. ที่ออกมาให้สัมภาษณ์หรือวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ ที่ทำในนามของตัวบุคคล
ทั้งนี้ ก็เพื่อไม่ให้การกระทำดังกล่าวนั้นต้องผูกพันไปถึงพรรค จนกลายเป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงได้ ตรงนี้ถือเป็นการปรับตัวของพรรคเพื่อไทยเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองในปี 2558
สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในปี 2559 จะเป็นอย่างไรนั้น พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า พรรคน่าจะมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวมากขึ้น เพราะในปี 2559 นั้น ปัญหาเศรษฐกิจจะถือเป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นสำหรับรัฐบาล
ส่วนเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น แน่นอนว่าประเด็นนี้พรรคเพื่อไทยต้องประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญออกมา
ตามมาด้วยการสื่อสารกับสมาชิกพรรค ตลอดจนประชาชนที่เป็นฐานเสียงให้แก่พรรค เพื่อให้มีการลงประชามติให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับพรรค
ขณะที่สภาพทางการเมืองนั้นพรรคเพื่อไทยยังเชื่อว่า เสถียรภาพของรัฐบาลจะไม่แข็งแกร่งเหมือนช่วงต้นของการยึดอำนาจ ซึ่งเมื่อรวมกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว จึงถือว่าหนักหนาสาหัสสำหรับรัฐบาล และยังมีแนวโน้มที่น่าจะรุนแรงมากขึ้นไปอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แน่นอนว่า อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนน่าจะเริ่มรู้สึกบ้างแล้วว่า เลยเวลาฮันนีมูนของรัฐบาลชุดนี้ไปแล้ว
ที่สำคัญคือ แม้แต่รัฐบาลปกติทั่วไปนั้น ต่อให้คะแนนนิยมดีขนาดไหนก็ตาม แต่เมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 3 ของรัฐบาลนั้น จะต้องเหนื่อยชนิดเลือดตาแทบกระเด็นกันทั้งนั้น
สำหรับกลุ่มนปช.นั้น จะมีการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ขณะที่พรรคเพื่อไทยคงจะต้องรอให้กรรมการบริหารพรรคมีท่าทีออกมาอย่างเป็นทางการก่อน
และย่อมแน่นอนว่า พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนว่าขอเลือกยืนอยู่ข้างประชาธิปไตยนั้น คงจะรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ฝ่ายรัฐประหารสืบทอดอำนาจไม่ได้โดยเด็ดขาดอยู่แล้ว
ดังนั้น คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าก่อนได้เลยว่า พรรคเพื่อไทยคงจะแถลงจุดยืนออกมาชนิดที่ไม่น่าจะแตกต่างกับกลุ่มนปช.มากนัก
เมื่อเป็นเช่นนี้ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในปี 2559 คงหนีไม่พ้นการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ผ่านการรณรงค์เรื่องการทำประชามติ
โดยเป็นขั้นตอนของการลงพื้นที่เพื่ออธิบาย ให้ความรู้ และความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีตัวแทนของพรรคเพื่อไทยและนปช.ร่วมด้วยอยู่แล้ว
ขณะที่เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2559 คือ การตัดสินคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งคาดการณ์กันว่าอาจจะมีการตัดสินคดีในช่วงปลายปี 2559
หากไม่พูดถึงเรื่องกระบวนการพิจารณาหรือคำพิพากษาของศาลแล้ว พรรคเพื่อไทยมีการประเมินแนวทางไว้ล่วงหน้าบ้างแล้วว่า หากนำสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารมาพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า แนวทางของคณะรัฐประหารชุดนี้ มีเป้าหมายในการดำเนินการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแทบจะไม่แตกต่างกัน
ดังนั้น หากมองจากมุมนี้แล้ว ถือว่าน่าเป็นห่วงชะตากรรมของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงเชื่อว่า ประชาชนที่เฝ้ามองสถานการณ์มาตลอดนั้น ถึงวันหนึ่งจะเห็นว่า คนที่ถูกกระทำด้วยอำนาจเผด็จการนั้น จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนและปกป้องจากประชาชน ซึ่งสิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นเอง
กลายเป็นว่า ยิ่งมีการใช้อำนาจกระทำกับ “ยิ่งลักษณ์” มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความแข็งแกร่งทางการเมือง สร้างจุดยืนที่เด่นชัดในเรื่องประชาธิปไตยให้แก่ตัว “ยิ่งลักษณ์” มากขึ้นเท่านั้น
ไม่อยากให้ลืมว่า ผู้นำทางการเมืองหลายๆ คนที่โดดเด่นในเรื่องประชาธิปไตย โดดเด่นในเรื่องสิทธิเสรีภาพขึ้นมาได้นั้น ไม่ได้โดดเด่นได้เพราะการเคลื่อนไหวโดยตัวเอง
แต่มักจะบวกกับแรงที่ถูกกระทำจากผู้มีอำนาจ ซึ่งเมื่อไหร่ที่ 2 สิ่งนี้มารวมกัน ก็จะเกิดบุคคลที่เป็นที่จับตามอง และถูกพูดถึงในแง่ของหลักการประชาธิปไตยเสมอ
------------------
(กระดานความคิด : 'เพื่อไทย' รอฟ้าเปิด สบช่องเคลื่อน 'รับ' สู่ 'รุก' : โดย...ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี)



