คอลัมนิสต์

ขยายปมร้อน : เส้นทางปรองดองที่หายไป

ขยายปมร้อน : เส้นทางปรองดองที่หายไป

30 ธ.ค. 2558

ขยายปมร้อน : เส้นทางปรองดองที่หายไป : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

 
                      ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ความขัดแย้งยังคงอยู่กับสังคมไทยไม่หายไปไหน  คนยังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนและชัดแจ้ง และพร้อมที่จะเข้าเผชิญหน้าหรือห้ำหั่นกันทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นในโลกความจริงหรือโลกเสมือนจริง
 
                      แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนเป็นระเบียบเรียบร้อยคล้ายไม่เกิดอะไรขึ้น นั่นก็เพราะทุกความเคลื่อนไหวที่ดูจะเป็นไปในทางที่ต่างจากวิธีที่ผู้มีอำนาจต้องการกดเอาไว้ภายใต้ประกาศห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 
 
                      คนที่แสดงความเห็นต่างหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐ ก็มักจะถูกเชิญตัวไปปรับทัศนคติเป็นระยะๆ  ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา แกนนำ หรือนักการเมือง ความเคลื่อนไหวใดที่สุ่มเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐจะถูกระงับเพื่อไม่ให้ลุกลามขยายตัว และนัยว่าเป็นการกระชับอำนาจของ คสช. ไปในตัว
 
                      ในอีกมุมหนึ่งแม้จะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่หากไม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลมักจะได้รับอนุญาตให้ทำได้ โดยที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว หรืออาจจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น อาทิ การแถลงข่าวทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์  หรือกระทั่งการชุมนุมของ “พุทธะอิสระ” ที่หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก็สามารถทำได้แม้จะชัดว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่เกิน 5 คน และครบเงื่อนไขตามประกาศ
 
                      แน่นอนว่าพฤติกรรมเช่นว่าย่อมสร้างความอึดอัดขัดข้องให้คนอีกฟาก ขณะเดียวกันก็สร้างความย่ามใจให้คนอีกกลุ่มเช่นเดียวกัน 
 
                      และเมื่อเข้าไปดูในโลกโซเชียล เราจะเห็นความแตกแยก แตกร้าวที่ชัดเจนมาก  ต่างฝ่ายต่างถือหางกลุ่มของตนอย่างสุดขั้ว  ไม่มองถึงเหตุผลของอีกฝ่าย การกระทำหรือเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจะถูกมองเป็นสองฝั่งในมุมที่แตกต่าง และหาเหตุผลมาอธิบายการสนับสนุนของตัวเองแม้จะไม่เป็นเหตุและผลเลยก็ตาม
 
                      เช่นหากรัฐบาลออกมาตรการหรือกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะออกมาโจมตีและมองการกระทำนั้นในแง่ลบ   ขณะที่ฝ่ายหนุนรัฐบาลก็จะเอาตัวเข้าขวางเชียร์การกระทำอย่างสุดหัวจิตหัวใจ แม้จะเห็นความผิดพลาดหรือบกพร่องก็พร้อมจะหลับตาไม่ใส่ใจ คล้ายประหนึ่งว่าเมื่อมาด้วยกันแล้วก็ต้องไปให้สุดทาง แม้จะถูลู่ถูกังก็ต้องลากกันไปให้ได้
 
                      เหตุผลเริ่มไม่ถูกนำมาใช้ และลามมาถึงนอกจอในโลกแห่งความเป็นจริง เช่นในกรณีที่นักศึกษาจะนั่งรถไฟไป “อุทยานราชภักดิ์”  แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมืองตามที่ โฆษกรัฐบาลระบุแน่นอน แต่ทุกเรื่องก็ต้องถือเป็นเรื่องทางการเมือง นักศึกษาอาจจะมีนัยต้องการชี้ให้เห็นถึงการทุจริต เพื่อตีกระทบไปถึงรัฐบาล แต่การทุจริตที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องของทุกคนที่จะช่วยกันตรวจสอบ และรัฐบาลจะไม่ถูกดิสเครดิตเลย หากโครงการนี้ไม่มีการทุจริต หรือรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต
 
                      แต่ที่น่าสนใจคือ มีกลุ่มมวลชนที่พร้อมปกป้องออกมาคัดค้านการกระทำของนักศึกษา จนหวิดจะเป็นเหตุปะทะกัน ดังที่เราเห็นภาพความวุ่นวายที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง
 
                      นี่หรือคือความสงบเรียบร้อยที่รัฐบาลต้องการ ความสงบเรียบร้อยที่ถูกซุกเอาไว้ใต้พรมและรอวันปะทุเมื่อถึงจุดที่เดือดเพียงพอ 
 
                      หากยังจำกันได้วันที่ คสช. เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครอง ในวันนั้นมีการตั้งคณะกรรมการปรองดอง มีการจัดอีเวนท์ทั้งระดับใหญ่ กลาง เล็ก มีการนำแกนนำชุมชนมาจับมือ เตะฟุตบอล ร้องเพลงร่วมกัน ทำคล้ายๆ กับปฏิบัติการทางจิตวิทยาของทหาร  แต่กระบวนการต่อจากนั้นก็ไม่เกิดขึ้น
 
                      และถึงวันนี้เราแทบจะลืมนโยบายสร้างความปรองดองของรัฐบาลไปแล้ว    สิ่งที่เราจำได้กันวันนี้คือนโยบายสร้างความสงบเรียบร้อย ด้วยการใช้กฎที่เข้มข้นกับการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นไปในทางเดียวกับรัฐ
 
                      หากรัฐบาลต้องการให้สังคมกลับเข้าสู่ความปรองดองลดความแตกแยกอย่างยั่งยืนก็ควรทบทวนบทบาทที่ทำมาว่ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่ หรือยังเดินหน้าเรื่องใดไปไม่ถึงที่สุด  และหลงลืมทิ้งอะไรไว้กลางทางหรือไม่
 
                      เพราะหากไม่เดินหน้าเรื่องปรองดองอย่างจริงจังแล้ว ก็เตรียมนับถอยหลังสู่จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในบ้านเมืองได้เลย
 
 
 
 
--------------------
 
(ขยายปมร้อน : เส้นทางปรองดองที่หายไป : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)