คอลัมนิสต์

เดินหน้าประชารัฐ

เดินหน้าประชารัฐ

30 ธ.ค. 2558

เดินหน้าประชารัฐ : บทบรรณาธิการ วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558

 
                      คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อันถือกำเนิดขึ้นภายหลังนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญนักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศไทยจำนวน 24 คนเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับเปลี่ยนไปตามแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิของประเทศ ภายใต้กลยุทธ์ของนายสมคิด ซึ่งมีประเด็นท้าทายขณะนี้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลากหลายมติได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา โดยให้บุคคลระดับนำในภาคธุรกิจประกบกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
 
                      โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวประกอบด้วย คณะกรรมการด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ คณะทำงานด้านการดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ คณะทำงานด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเริ่มต้น หรือสตาร์ทอัพ คณะทำงานยกระดับคุณภาพวิชาชีพ คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐ คณะทำงานด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ คณะทำงานด้านการส่งเสริมการส่งออก และการลงทุนในต่างประเทศ คณะทำงานด้านพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต คณะทำงานด้านการปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ คณะทำงานด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ คณะทำงานด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ และคณะทำงานด้านการสร้างรายได้ และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ
 
                      การแต่งตั้งคณะทำงานทั้ง 12 คณะดังกล่าวมานี้ มีรัฐมนตรี และนักธุรกิจเป็นหัวหน้าทุกคณะ และครอบคลุมทุกปัญหาของประเทศ แม้ว่าในอีกด้านหนึ่งอาจมองว่า เป็นความพยายามที่จะผลักดันนโยบายประชารัฐในรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า ประชารัฐฉบับนายทุนเพราะดึงเอานักธุรกิจเข้ามามีบทบาททุกภาคส่วน หากแต่ก็เป็นการแสวงหาความร่วมมือในการร่วมกันแก้ไขปัญหา สังเกตได้จาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ช็อปเพื่อชาติ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเรียกคืนภาษีจากการจับจ่ายใช้สอยได้ในวงเงิน 15,000 บาท ในช่วงสิ้นปี เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งคาดกันว่า จะมีวงเงินสะพัดมากกว่า 1 แสนล้านบาทเป็นอย่างน้อย แม้ว่า รัฐบาลจะต้องเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีไปบ้าง หากแต่ผลพวงที่จะได้จากการใช้จ่ายครั้งนี้ จะส่งผลดีในหลายๆ ด้าน หรือแทบทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบ ทั้งนี้ ย่อมเกิดจากความร่วมมือของภาคเอกชนทั้งในด้านการคิดอ่าน และร่วมในมาตรการด้วย
 
                      การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนับจากที่ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นเวลาร่วมเดือนแล้วนี้ แสดงให้เห็นว่า เมื่อภาคเอกชนเข้าร่วมมืออย่างจริงจังก็สามารถแก้ไขปัญหาในระยะสั้นไปได้เปลาะหนึ่ง และบางมาตรการอาจจะใช้ในโอกาสต่อไปได้ด้วย กระนั้นก็ตาม โดยรูปแบบของคณะทำงานจะเห็นได้ว่า ได้ถูกวางเอาไว้เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาในหลายๆด้าน ไม่เว้นแม้แต่การวางรากฐานทางเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนในอนาคต นี่จึงนับเป็นความร่วมมือจากภาคเอกชนที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมมากที่สุดครั้งหนึ่ง นับจากนี้จึงเป็นความหวังอีกครั้งว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนเครื่องจักรต่างๆ ให้เดินไปข้างหน้าได้ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็ต้องทำงานด้วยความจริงใจเช่นที่ผ่านมา ในขบวนการประชารัฐนี้ต่อไป เพื่อความโปร่งใส ไม่ถูกมองว่าใช้โอกาสเพื่อกลุ่มของตนเองด้วย