คอลัมนิสต์

เร่งทำความเข้าใจ

เร่งทำความเข้าใจ

29 ธ.ค. 2558

เร่งทำความเข้าใจ : บทบรรณาธิการ วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

 
                      พล.อ.มิน อ่อง หลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่า ได้ส่งสารอวยพรปีใหม่ถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมกับแสดงท่าทีต่อกรณีศาลไทยตัดสินประหารชีวิต 2 คนงานชาวพม่าในคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี โดยพล.อ.มิน อ่อง หลาย เขียนมาตอนท้ายสารอวยพรว่า ขอให้ทบทวนพยานหลักฐานคดี 2 แรงงานพม่า พร้อมกับแสดงความคาดหวังว่า การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม จะคำนึงถึงการเคารพซึ่งกันและกัน และความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศ ซึ่งในวันต่อมา พล.อ.ประวิตร ตอบ พล.อ.มิน อ่อง หลาย ผ่านสื่อมวลชนว่า คดียังไม่สิ้นสุด เพราะยังมีขั้นตอนทั้งศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา รวมถึงการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ไม่จำเป็นต้องทบทวนคดี
 
                      เช่นนี้แล้ว จึงอย่าว่าแต่ประชาชนชาวพม่าส่วนหนึ่งยังไม่เข้าใจกระบวนการยุติธรรมของไทย หรือแม้ขั้นตอนการพิจารณาคดีและคำพิพากษาของศาล เพราะบุคคลระดับสูงของพม่าเอง อย่างผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็ได้แสดงออกประหนึ่งว่า ตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมา หลังศาลจังหวัดเกาะสมุย อ่านคำพิพากษาคดีดังกล่าว การสื่อสารระหว่างรัฐบาลของสองประเทศ ไม่อยู่ในระดับที่จะทำความเข้าใจกันเองได้ ถ้าหากไม่นับเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่ผู้นำในรัฐบาลพม่าจะแสดงความห่วงใยต่อพลเมืองของชาติ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลไทยก็ต้องแสดงความห่วงใยพลเมืองของตนเองด้วยเช่นกันในกรณีที่ไปต้องโทษในต่างประเทศ และต้องพยายามหาทางช่วยเหลือเท่าที่กฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะอำนวย
 
                      อย่างไรก็ตาม การส่งสารของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า แทบไม่ต่างอะไรกับการแสดงออกของกลุ่มผู้ประท้วง นั่นย่อมแสดงว่า ความเข้าใจในระดับรัฐบาลด้วยกันยังไม่ดีพอ สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องพิจารณาขณะนี้ก็คือ นอกจากกรณีที่ตำรวจออกมาแถลงขั้นตอนการทำงานสืบสวนสอบสวน รวมไปถึงการใช้วิธีนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความแม่นยำเชื่อถือได้ ไม่อคติ การเผยแพร่คำพิพากษาของศาลโดยละเอียด เพื่อชี้ให้เห็นถึงการตัดสินที่เป็นธรรม รวมทั้งคำยืนยันจากอีกหลายเสียงในรัฐบาลว่า ขณะนี้ตามขั้นตอนของคดียังไม่ถึงที่สุด เพราะผู้ต้องหาสามารถต่อสู้คดีในขั้นการอุทธรณ์ และฎีกาต่อไปได้แล้ว รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทำความเข้าใจในด้านอื่นๆ ด้วยหรือไม่ และวิธีการจะเป็นอย่างไร ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศย่อมจะทราบดี
 
                      ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าดำเนินมาอย่างราบรื่น พลเมืองของสองประเทศไปมาหาสู่ ทำมาค้าขายแลกเปลี่ยนกันตามแนวชายแดนอยู่อย่างสม่ำเสมอ เศรษฐกิจเจริญเติบโตต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการค้ามากถึงร้อยละ 47 ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงคือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม มีแรงงานพม่าในไทยนับล้านคน เช่นเดียวกับนักลงทุนไทยที่เข้าไปในลงทุนในประเทศพม่า โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเช่นโครงการทวาย ที่สำคัญก็คือในสิ้นปีนี้ จะเป็นการเริ่มต้นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจของกลุ่มสมาชิก 10 ประเทศ ดังกล่าวมานี้ถือเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศและกลุ่มประชาคม อันจะยังความผาสุก สงบสันติ และความกินดีอยู่ดีมาสู่ภูมิภาค กรณีที่เกิดขึ้นยังถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจกันได้ และปรารถนาว่า ผู้นำประเทศทั้งสองจะไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อลุกลามออกไป