
ขยายปมร้อน : เงินหลวงก็คือเงินหลวง
29 ธ.ค. 2558
ขยายปมร้อน : เงินหลวงก็คือเงินหลวง : โดย...ศรุติ ศรุตา
ในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุญาตให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการอุทยานราชภักดิ์ แถลงผลการตรวจสอบ
ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นเพียงข้อเท็จจริง ไม่ชี้ว่าใครผิด ใครจะยังไง
ก็ต้องไปลุ้นว่า จะถอดแบบมาจากการตรวจสอบของ “กองทัพบก” ที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. แถลงไปก่อนหน้านั้นหรือไม่
แต่จากคำยืนยันจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ยังคงย้ำว่า จะต้องหาคนที่ทุจริตมาให้ได้ ในเมื่อผู้ปฏิบัติก็ยอมรับมาแล้วว่า มีหัวคิวจากการหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์
ความพยายามชี้แจงว่า โครงการอุทยานราชภักดิ์ไม่มีการทุจริต เพียงแต่มีการไปเรียกเงินหัวคิวจากโรงหล่อ และก็ได้จัดการให้เอาเงินไปคืนของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ไปเมื่อหลายวันก่อน ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบโครงการนี้
โดยเฉพาะหน่วยงานในสังกัด ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น สตง. ป.ป.ท. รวมทั้ง คตร.
นั่นทำให้ พล.อ.ไพบูลย์ ย้ำหนักแน่นว่า หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น สตง. หรือ ป.ป.ท. ต่างก็เห็นตรงกันว่า จะต้องเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้รู้ว่า การทุจริตเกิดขึ้นตรงจุดไหน และใครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่กระทรวงกลาโหมตั้งขึ้นมาว่าจะออกมาอย่างไร
เพราะถ้าไม่เข้าไปตรวจสอบ ทั้งที่รู้ว่ามี “หัวคิว” หน่วยงานที่ว่านั้นก็อาจจะต้องไปลุ้นกับคดีความเอาเอง เพราะอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
แต่เรื่องนี้ทุกคนเห็นความตั้งใจดีของ พล.อ.อุดมเดช มองเห็นเจตนาที่จะสร้างเพื่อให้ประชาชนได้น้อมรำลึกถึงพระคุณของบูรพกษัตริย์ที่ทรงมีต่อแผ่นดิน
ต่อให้มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นจริง ก็ไม่มีใครเชื่อว่า พล.อ.อุดมเดช จะมีส่วนเกี่ยวข้อง
เพราะในการทำงานบางที ระดับหัวคงไม่รู้หรอกว่า ระดับล่างไปทำอะไร จนเกิดปัญหา
เรื่องนี้น่าเห็นใจทั้งในส่วนของ พล.อ.อุดมเดช และพล.อ.ไพบูลย์
โดยเฉพาะรายหลังนี่ เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว คงจะปล่อยให้เรื่องเงียบๆ ไปเอง ก็คงจะไม่ได้ ครั้นจะเดินหน้าไปเร่ง ไปเร็ว ก็ไม่ได้เช่นกัน
เพราะต้องระวังไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมทั้งในส่วนของรัฐบาล ในส่วนของ คสช. และในส่วนของกองทัพ
แต่ถ้าปล่อยไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ยิ่งไม่ได้ ในเมื่อมีผู้ปฏิบัติออกมายอมรับเองแล้วว่า มีการหักหัวคิว
ในส่วนของหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล ก็ต้องว่ากันไปตามที่หลักฐานปรากฏ
เพราะทุกหน่วยงานต่างก็เข้าใจตรงกันแล้วว่า “หัวคิว” ถ้าเป็นเงินเอกชนจัดการกับเอกชน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
แต่ถ้าเป็นเงินของหลวง การมาหักเอาไปจึงน่าจะมีปัญหาในข้อกฎหมาย ไม่ว่าเงินที่นำมาให้นั้นมีต้นทางมาจากงบประมาณของรัฐ หรือมาจากการบริจาคของประชาชนผ่านหน่วยงานรัฐ
เงินที่เข้าสู่หน่วยงานรัฐ ก็ต้องเบิกตามระเบียบ ตามกฎหมายที่มีอยู่ !
---------------------
(ขยายปมร้อน : เงินหลวงก็คือเงินหลวง : โดย...ศรุติ ศรุตา)



