
สำนึกดี เมาไม่ขับ
28 ธ.ค. 2558
สำนึกดี เมาไม่ขับ : บทบรรณาธิการ วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ใกล้ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เข้ามาเต็มที หลายคนคงวางแผนที่จะเดินทางไปต่างจังหวัดเยี่ยมญาติพี่น้อง บางกลุ่มอาจนัดกันไปท่องเที่ยวเพื่อสูดไอหนาวในช่วงเทศกาลหยุดยาว และก็คงมีการเตรียมการทั้งรถและคนเป็นที่เรียบร้อย เพื่อนำพาไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องไปกินข้าวลิงกลางป่า แม้จะหงุดหงิดในช่วงที่รถติดบนถนนยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาบ้างก็ตาม ซึ่งภาครัฐเองก็ตระหนักในเรื่องของความปลอดภัย มีการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 ภายใต้ชื่อกิจกรรมว่า “สุขกาย สุขใจ ขับขี่ปลอดภัย รับปีใหม่ 2559” เพื่อสร้างความตระหนัก รับรู้ และกระตุ้นเตือนจิตสำนึกให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้
เป็นที่ทราบกันดี เป้าหมายการดำเนินการในภาพรวมของหน่วยงานภาครัฐนั้น นอกจากจะให้ประชาชนเดินทางสัญจรอย่างปลอดภัยและมีความสุขในช่วงเทศกาลแล้ว ยังต้องการที่จะลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนน จำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บ ลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานด้วยตนเอง ซึ่งจากสถิติศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2558 ที่ผ่านมา สรุปรายงานผลการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่า สถิติสะสม (30 ธ.ค.2557-5 ม.ค.2558) รวม 7 วัน จำนวนครั้งอุบัติเหตุสะสม เกิดอุบัติเหตุ 2,997 ครั้ง มีจำนวนผู้เสียชีวิตสะสม จำนวน 341 ราย และมีจำนวนผู้บาดเจ็บสะสม จำนวน 3,117 คน โดยสาเหตุใหญ่เกิดจากการเมาสุรา 37.30% ขับรถเร็ว 24.39%
ในปีนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำไปทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ตรวจเข้มทุกจุดที่มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการกวดขันเด็กแว้น การไม่สวมหมวกนิรภัย การไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร รถดัดแปลง การขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด การดื่มแล้วขับ โดยให้ทางทหารประสานกับตำรวจและฝ่ายปกครองยึดรถของคนที่เมาแล้วขับไว้ก่อนเป็นการป้องปรามในเบื้องต้นไว้ก่อน ขณะเดียวกันได้มีการเสนอโทษสำหรับคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับและเกิดอุบัติเหตุ ที่เป็นแค่การประมาทยังไม่เหมาะสม แต่โทษต้องสูงขึ้น เพราะมีความเห็นว่าใครที่รู้ตัวว่าขับรถแล้วไปดื่มและจะต้องขับรถกลับ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นต้องเข้าข่ายเจตนา เพราะรู้ตัวว่าจะไปดื่มและต้องขับรถ ความผิดควรเทียบได้กับเจตนาทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น ไม่ใช่แค่การประมาท
นอกจากนี้ยังมีความเห็นถึงแนวทางความคุ้มครองผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมทาง โดยกำหนดความผิดกรณีเมาแล้วขับเพื่อเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกันไม่ให้เหยื่อเมาแล้วขับรับเคราะห์เพียงคนเดียว โดยควรนำภาษีมาจ่ายชดเชยให้คนป่วยหรือเจ็บจากเมาแล้วขับ และควรเอาผิดกับร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่ง่าย เนื่องจากการออกกฎหมายต้องเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับ ทางที่ดีและง่ายที่สุดคือ การปูพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคมตั้งแต่ขั้นเยาว์วัย รวมถึงทุกฝ่ายร่วมกันกระตุ้นจิตสำนึกความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จริงจัง และต่อเนื่อง เพื่อยับยั้งและลดพฤติกรรมเสี่ยง ความคุ้มครองผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมทาง ป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งจะนำไปสู่การควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ



